คุก1-4เดือนไม่รอลงอาญา แก๊งโจ๋มั่วสุมเสพยาบนแพตกปลาที่อยุธยา

วันที่ 02 เม.ย. 2563 เวลา 15:43 น.
คุก1-4เดือนไม่รอลงอาญา แก๊งโจ๋มั่วสุมเสพยาบนแพตกปลาที่อยุธยา
ศาลตัดสินจำคุก 1-4 เดือนไม่รอลงอาญา แก๊งวัยรุ่นฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน มั่วสุมเสพยาบนแพตกปลาที่อยุธยา

เมื่อวันที่ 2 เม.ย.63 นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้เปิดเผย ถึงการดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำการฝ่าฝืนพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ที่รัฐบาลประกาศใช้เพื่อควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ว่า เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา นางนารีรัตน์ ไพศาลธนวัฒน์ อัยการจังหวัดคดีศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา ได้ยื่นฟ้อง กลุ่มวัยรุ่นรวม 18 คน ต่อศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา

ในความผิดฐาน ร่วมกันชุมนุม ทำกิจกรรมหรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ในสถานที่แออัด อันเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และความผิดเสพเมทเเอมเฟตามีนยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 โดยฝ่าฝืนกฎหมาย

อัยการได้บรรยายฟ้อง ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค.63 เวลา 22.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช่างใหญ่ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองพระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีกลุ่มวัยรุ่นจำนวนมากรวมกลุ่มมั่วสุมกัน สังสรรค์และมีการเสพยาเสพติดที่แพตกปลาแห่งหนึ่ง ริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ ต.ราชคราม อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสนธิกำลังเข้าตรวจค้น ซึ่งพบวัยรุ่นหญิง-ชาย รวม 27 คน

ในจำนวนนี้มีผู้ต้องหาเป็นเยาวชน 1 คนกำลังมั่วสุม สังสรรค์ โดยพบยาเสพติดเป็นกัญชาแห้ง , เคตามีน , ยาอี พร้อมอุปกรณ์การเสพยาเสพติด จึงได้จับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด พร้อมยึดยาเสพติดและอุปกรณ์เป็นของกลาง และแจ้งข้อหาตามฟ้อง ต่อมาวันที่ 1 เม.ย. พนักงานสอบสวน สภ.ช้างใหญ่ ได้นำตัว ผู้ต้องหาจำนวน 18 คน พร้อมสำนวนหลักฐาน ส่งพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา เพื่อยื่นฟ้องคดีตามขั้นตอน

ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา ได้มีคำพิพากษาให้จำคุก จำเลยที่ 1-2 คนละ 1 เดือนโดยไม่รอลงอาญา ฐานร่วมกันชุมนุม ทำกิจกรรมหรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆในสถานที่แออัด อันเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

ส่วนจำเลยที่ 3-18 จำคุกคนละ 4 เดือนโดยไม่รอลงอาญาเช่นกัน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนฯ และการกระทำที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

สำหรับผู้ต้องหาที่เหลือ 8 คน ได้แยกดำเนินคดียังศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ส่วนผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชนอีก 1 คน ก็แยกส่งสำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป