มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรฯขอคืนสิทธิบริหารจัดการบริหาร ร.ร.กรุงเทพคริสเตียนฯ

วันที่ 19 ธ.ค. 2562 เวลา 07:34 น.
มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรฯขอคืนสิทธิบริหารจัดการบริหาร ร.ร.กรุงเทพคริสเตียนฯ
มูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรฯ เตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อปลัดกระทรวงศึกษาธิการภายในสัปดาห์หน้า ขอคืนสิทธิในการบริหารจัดการโรงเรียน เพื่อให้การดำเนินงานทุกด้านเป็นไปอย่างถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับการบริหารหน่วยงานและสถาบันของสภาคริสตจักรฯ

นายวิศาล มหชวโรจน์ ประธานกรรมการบริหาร โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และกรรมการมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ได้ตั้งคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดบานปลายจากการที่มีคำสั่งปลด-ไล่ออก นายศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ และนายวัชรพงษ์ อภิญญานุรังสี เนื่องจากดำเนินงานผิดขั้นตอนโดยเฉพาะในขั้นตอนการอนุมัติเบิกจ่ายเงินจำนวน 70 ล้านบาทในโครงการซื้อกิจการและที่ดินโดยรอบโรงเรียนบึงกาฬพิทักษ์ศึกษา จ.บึงกาฬ เมื่อคณะกรรมการควบคุมจาก สช. เข้ามาดูแลการดำเนินงานของโรงเรียน จึงทำให้คณะกรรมการบริหารโรงเรียนไม่สามารถกำกับและตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินได้ตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานภายในโรงเรียน และในโครงการต่างๆ ที่ได้มีการชะลอไว้ก่อน เพื่อตรวจสอบรายละเอียด อันเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับโรงเรียนในอนาคต

ดังนั้น เพื่อทำให้การดำเนินงานทุกด้านเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส มูลนิธิฯ จึงขอใช้สิทธิอุทธรณ์ภายใน 30 วัน โดยจะยื่นหนังสืออุทธรณ์ภายในสัปดาห์หน้า ต่อปลัดกระทรวงศึกษาธิการและคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ ตามความในมาตรา 118 แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 เพื่อขอคืนสิทธิในการบริหารจัดการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และเร่งจัดการปัญหาต่างๆ ให้คลี่คลายโดยเร็วโดยคำนึงถึงประโยชน์ของโรงเรียนและนักเรียนเป็นสำคัญ หลังจากคณะกรรมการควบคุมจาก สช. เริ่มดำเนินงาน ทางมูลนิธิฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้ส่งตัวแทนจากมูลนิธิฯ เข้าพบ นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) และนายเรวัติ ฉ่ำเฉลิม ประธานกรรมการควบคุมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เพื่อชี้แจงรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆ ในการกำกับดูแลการบริหารจัดการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย รวมทั้งชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดที่เกิดจากการดำเนินงานผิดขั้นตอนในกรณีซื้อกิจการและที่ดินโดยรอบโรงเรียนบึงกาฬพิทักษ์ศึกษา จนกลายเป็นสถานการณ์ที่สร้างความไม่เข้าใจต่อหลายฝ่ายทั้งฝ่ายบริหารโรงเรียน สมาคมศิษย์เก่า สมาคมครูและผู้ปกครอง และตัวนักเรียนเอง

นายวิศาล มหชวโรจน์

 

ต่อกรณีที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยเข้าซื้อกิจการและที่ดินโดยรอบโรงเรียนบึงกาฬพิทักษ์ศึกษา นายวิศาล กล่าวว่า เป็นโครงการที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยโดยคณะกรรมการบริหารโรงเรียน (กบร.) รับเรื่องจากคณะกรรมการบริหารภายใน (กบน.)และนำเสนอเรื่องขออนุมัติโครงการฯ ในช่วงปลายพฤศจิกายน 2561 และในสัปดาห์ถัดมาคือต้นเดือนธันวาคม 2561 คณะกรรมการมูลนิธิฯ พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบอนุมัติให้ดำเนินการได้ พร้อมอนุมัติงบประมาณ 70 ล้านบาทสำหรับการซื้อโรงเรียน และ 30 ล้านบาทสำหรับซื้อที่ดินโดยรอบโรงเรียนบึงกาฬพิทักษ์ศึกษา แต่มีเงื่อนไขแนบท้ายในหนังสืออนุมัตินั้นว่า “โดยให้โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ดำเนินการตามหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างของสภาคริสตจักรในประเทศไทยและมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย และระเบียบข้อบังคับการบริหารหน่วยงานและสถาบันของสภาคริสตจักรในประเทศไทยและมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ค.ศ. 2009 ” ในระหว่างนั้น มูลนิธิฯ มีความคาดหวังว่าจะได้รับเอกสารที่น่าเชื่อถือเพิ่มเติมจากโรงเรียน ในเรื่องการวิเคราะห์เพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการลงทุน (Project Feasibility Study) การตรวจสอบวิเคราะห์สถานะของกิจการนั้น (Due Diligence) ได้แก่ สถานะการเงิน กฎหมายและการดำเนินงาน และการประเมินความคุ้มค่า เพื่อประกอบการอนุมัติในท้ายที่สุด

เวลาล่วงเลยมาจนถึง 18 มกราคม 2562 มูลนิธิฯ จึงพบว่าการซื้อกิจการโรงเรียนบึงกาฬพิทักษ์ศึกษา ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว แต่มูลนิธิฯ กลับไม่ได้รับเอกสารที่น่าเชื่อถือเพิ่มเติมจาก กบร. และไม่เคยได้รับหนังสือขออนุมัติการเบิกจ่ายเงินจำนวน 70 ล้านบาทในการซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้น การกระทำในส่วนนี้จึงถือเป็นการทำผิดขั้นตอน หลักเกณฑ์ การจัดซื้อจัดจ้าง ปี 2016 และระเบียบข้อบังคับการบริหารหน่วยงานและสถาบันของสภาคริสตจักรในประเทศไทยและมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ค.ศ.2009 ที่กำหนดให้การเบิกจ่ายเงินจำนวนที่มากกว่า 3 ล้านบาท จะต้องทำหนังสือขออนุมัติจำนวนเงินจากมูลนิธิฯ ก่อนจึงจะดำเนินการเบิกจ่ายได้ ทั้งนี้เพื่อให้กระบวนการใช้จ่ายเงินของโรงเรียนเป็นไปอย่างโปร่งใส

“เงินของโรงเรียน โรงเรียนมีสิทธิใช้เพื่อพัฒนากิจการของโรงเรียนเพื่อประโยชน์ของนักเรียน หน้าที่ของมูลนิธิฯ เป็นเพียงการกำกับดูแลความเหมาะสมในการใช้เงิน ความถูกต้องในการจ่ายเงิน และการดำเนินงานให้เป็นไปตามระเบียบตามขั้นตอนที่ถูกต้องเท่านั้น เมื่อพบว่ามีการทำผิดขั้นตอน และสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อโรงเรียนจึงต้องดำเนินการตรวจสอบ และเมื่อมีการศึกษาตรวจสอบแล้ว ผู้กระทำผิดก็ได้ยอมรับในข้อผิดพลาดนั้น ซึ่งความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เกิดจากเจตนาไม่บริสุทธิ์ ที่ผ่านมาคณะกรรมการมูลนิธิฯ ได้เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยหารือเป็นการภายในเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา แต่ไม่บรรลุผล จึงต้องมีมติให้ลงโทษทางวินัยตามความผิดที่ได้กระทำ” นายวิศาล กล่าว

“จุดยืนของมูลนิธิฯ ต่อร.ร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ในฐานะผู้รับใบอนุญาตนั้น ย่อมอยากเห็นโรงเรียนก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง อยากเห็นบุคลากรของโรงเรียนมีความสุขในการทำงานและผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพให้กับสังคม ผมอยากให้มั่นใจว่า โครงการต่างๆ ที่ได้เล็งเห็นว่ามีประโยชน์และริเริ่มไปแล้วนั้น เราจะผลักดันให้ดำเนินการต่อไป พร้อมจัดการให้ทุกอย่างดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้องด้วย” นายวิศาล กล่าว