บิ๊กซีซื้อคาร์ฟูร์

วันที่ 16 พ.ย. 2553 เวลา 08:38 น.
คาสิโนฯ ร่วมบิ๊กซี ซื้อคาร์ฟูร์ 3.5 หมื่นล้านบาท 42 สาขา ทำให้ยอดขายปีนี้รวมแสนล้านบาท ไล่บี้โลตัส เชื่อแข่งขันดุขึ้น

 

รายงานข่าวจากคาสิโน กรุ๊ป บริษัทค้าปลีกประเทศฝรั่งเศส ผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ซึ่งดำเนินธุรกิจค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ตอันดับ 2 ในประเทศไทยแจ้งว่าเมื่อวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมา คาสิโน กรุ๊ป ได้ลงนามในสัญญากับบิ๊กซี เพื่อซื้อคาร์ฟูร์ในประเทศไทย 42 สาขา มูลค่า 3.55 หมื่นล้านบาท (868 ล้านยูโร) คาดการซื้อกิจการจะแล้วเสร็จและกลุ่มบิ๊กซีจะเข้าบริหารได้ในสัปดาห์แรกเดือน ม.ค. 2554

หลังการซื้อคาร์ฟูร์ที่มีรายได้อันดับ 3 ในไฮเปอร์มาร์เก็ต จะทำให้บิ๊กซีที่มียอดขายอันดับ 2 รวมยอดขายเป็นแสนล้านบาทปีนี้ และมีจำนวนสาขารวม 103 แห่ง เป็นจำนวนสาขาใกล้เคียงกับผู้นำเทสโก้ โลตัส ที่ปัจจุบันมีสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ต 116 แห่ง ส่วนชื่อธุรกิจจะใช้ชื่ออะไรอยู่ระหว่างการพิจารณา รวมทั้งการดำเนินงานในส่วนของบุคลากรในคาร์ฟูร์ที่มีราว 7,000 คน ว่าจะมีการโอนย้ายอย่างไร

การประกาศขายกิจการคาร์ฟูร์ในประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์คาร์ฟูร์ ที่จะมุ่งมั่นในตลาดที่สามารถก้าวสู่การเป็นผู้นำ โดยที่ผ่านมา การตลาดในประเทศไทยไม่เอื้ออำนวยให้คาร์ฟูร์ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำ และยังไม่เห็นสัญญาณอย่างชัดเจน แม้จะเป็นช่วงระยะเวลากลาง หรือในระยะยาว โดยคาร์ฟูร์ เริ่มเข้ามาก่อตั้งกิจการค้าปลีกในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 1996 จนปัจจุบันนี้ มีสาขาทั้งสิ้นจำนวน 42 แห่ง โดยเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ต 34 แห่ง (7 สาขาเป็นเจ้าของกิจการทั้งหมด) และจัดเป็นกลุ่มผู้ค้าอาหารประเภทโมเดิร์นเทรด อันดับ 5 ของประเทศไทย ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 6%, มียอดขายสุทธิ 723 ล้านยูโร และ EBITDA รวม 67 ล้านยูโร ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา (ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2010)

มีจำนวนสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตทั้งสิ้น 69 แห่ง และมียอดขายสุทธิ 1.7 พันล้านยูโร หรือยอดขาย 6.95 หมื่นล้านบาท (ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2010)

ด้านนายคริส บุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอกชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม ผู้บริหารเทสโก้ โลตัส เปิดเผยว่า บริษัทยังคงเดินหน้าลงทุนตามแผนธุรกิจปี 2554 เหมือนเดิม โดยจะลงทุนเพิ่มอีกกว่า 7,000 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาใหม่ และปรับปรุงสาขาเดิมที่ปัจจุบันมี 87 สาขา มีการจ้างงานใหม่อีกราว 6,000 ตำแหน่ง โดยตลอดช่วง 16 ปีที่ผ่านมา เทสโก้ โลตัสลงทุนในประเทศไทยกว่า 1 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวจากวงการค้าปลีก เปิดเผยว่า การซื้อกิจการดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจของบิ๊กซี เพราะปัจจุบันมีกฎหมายควบคุมการขยายสาขาห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ทำให้การขยายสาขาขนาดใหญ่เป็นไปได้ยาก แต่การซื้อกิจการในครั้งนี้จะทำให้บิ๊กซีมีสาขาขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นได้หลายสาขาอย่างรวดเร็ว รวมทั้งยังส่งผลให้ในธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ตจะมีผู้เล่นเหลือเพียงสองรายใหญ่ จะทำให้ตลาดมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นทั้งในรูปแบบการจัดกิจกรรมทางการตลาดและการจัดรายการส่งเสริมการขาย จนเกิดเป็นสงครามราคาได้ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ผู้บริโภคจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด และสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาที่ถูกลง

สเตทเม้นท์จากคาร์ฟูร์

บิ๊กซีซื้อคาร์ฟูร์ ก้าวสู่การเป็นผู้นำในตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ต

บิ๊กซี ได้ลงนามในสัญญาเข้าซื้อกิจการคาร์ฟูร์ในประเทศไทย ด้วยมูลค่า 35,500 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 8.6 เท่าของมูลค่าประมาณการของ EBITDA ปี 2553 คำนวณตาม runrate synergies

โอกาสที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดและตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาด

คาร์ฟูร์ ประเทศไทย มีสาขารวม 42 สาขา โดยเป็นค้าปลีกในรูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตจำนวน 34 สาขา และในสาขาเหล่านี้ มีพื้นที่ให้ร้านค้าเช่าจำนวน 37 สาขา โดยตั้งเป้าว่าจะมีรายได้ในปีนี้ราว 30 ล้านบาท ซึ่งสาขาของคาร์ฟูร์ที่มีอยู่ในกรุงเทพและปริมณฑล เมื่อผนวกรวมกับบิ๊กซีแล้ว จะทำให้บิ๊กซีมีสาขาในกรุงเทพและปริมณฑลเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

นอกจากนี้ เมื่อรวมส่วนของค้าปลีกที่เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตของคาร์ฟูร์แล้ว บิ๊กซีจะมีไฮเปอร์มาร์เก็ตมากถึง 103 สาขา และคาดว่าจะมีรายได้รวมถึง 100,000 ล้านบาทสำหรับปีนี้ ทำให้บิ๊กซีมีสาขาครอบคลุมยิ่งขึ้นและตอกย้ำการก้าวสู่ความเป็นผู้นำในตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ต

กลยุทธ์ค้าปลีกบริหารจัดการศูนย์การค้า

เนื่องจากคาร์ฟูร์ในประเทศไทยมีสาขาที่เป็นศูนย์การค้า คือมีพื้นที่ให้ร้านค้าเช่าถึง 37 แห่ง ทำรายได้จากค่าเช่ารับมีสัดส่วนเป็นประมาณเป็น 50% ของ EBITDA เมื่อรวมกับสาขาที่เป็นศูนย์การค้าของบิ๊กซีแล้ว จะทำให้บิ๊กซีมีศูนย์การค้าเกินกว่า 100 สาขา มีพื้นที่ให้เช่ารวมถึง 584,000 ตร.ม. ซึ่งเป็นการช่วยสร้างมูลค่าและยกระดับกลยุทธ์ของบิ๊กซีที่ต้องการเพิ่มจำนวนสาขา ทั้งในแง่ค้าปลีกและการบริหารจัดการศูนย์การค้า ให้มีศักยภาพมากขึ้น

เพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสในส่วนของผู้ถือหุ้นบิ๊กซี

การเข้าซื้อกิจการคาร์ฟูร์ของบิ๊กซีในครั้งนี้ จะเกิดซินเนอร์ยี่ที่สำคัญ สามารถคำนวณเป็นมูลค่าประมาณร้อยละ1.2 ของประมาณการรายได้รวมของปีนี้ โดยรวมผลรับจากซินเนอร์ยี่จนถึงวันที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีพ.ศ. 2556

เงินลงทุนในการซื้อกิจการนี้จะมาจากเงินทุนหมุนเวียนภายในของบิ๊กซีและการขอสินเชื่อจากธนาคาร ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อผลประกอบการของบิ๊กซีตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

การซื้อกิจการจะแล้วเสร็จต้นปี 2554

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการซื้อกิจการนี้จะต้องมีการนำเสนอและได้รับอนุมัติโดยผู้ถือหุ้นบิ๊กซีในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 5 มกราคม 2554 ซึ่งคาดว่าการซื้อกิจการจะดำเนินการได้แล้วภายในต้นปี 2554