"คดีลัลลาเบล"ไม่ง่าย! ทนายดังชี้ตร.ต้องทำงานหนักเพื่อเอาคนผิดมาลงโทษ

วันที่ 20 ก.ย. 2562 เวลา 12:52 น.
"คดีลัลลาเบล"ไม่ง่าย! ทนายดังชี้ตร.ต้องทำงานหนักเพื่อเอาคนผิดมาลงโทษ
"ทนายเดชา" วิเคราะห์จุดอ่อน-จุดแข็งของคดี "ลัลลาเบล" ชี้ ตำรวจต้องทำงานหนัก รวบรวมพยานหลักฐานให้แน่นเพื่อนำคนร้ายมาลงโทษ

นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความเจ้าของเพจ "ทนายคลายทุกข์" ได้โพสต์คลิปวิดีโอและข้อความวิเคราะห์ คดีการเสียชีวิตปริศนาของ น.ส.ธิติมา นรพันธ์พิพัฒน์ หรือ "ลัลลาเบล" พริตตี้ชื่อดัง โดยนายเดชาได้วิเคราะห์ดีเป็นข้อๆดังนี้

1.คดีนี้มีจุดอ่อน คือ ไม่มีประจักษ์พยานไม่มีใครรู้เห็นขณะทำความผิด จึงเป็นเรื่องยากที่จะเอาผิดผู้ต้องหาในคดีนี้

2. พนักงานสอบสวนหากต้องเอาคนร้ายมาลงดทษ ต้องมีพยานแวดล้อม เพราะประจักษ์พยานไม่มี ก็ต้องมีพยานแวดล้อมพยานใกล้ชิด ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นพวกของคนที่จะเป็นผู้ต้องหาทั้งสิ้น ฉะนั้นโอกาสขอความร่วมมือก็จะยากยกเว้นกันเป็นพยาน

3.ภาพจากกล้องวงจรปิดที่เป็นหลักฐานว่ามีการพาตัวผู้ตายไป ก็เป็นหลักฐานเพียงว่ามีการพาตัวผู้ตายไป ส่วนจะพาไปด้วยความยินยอมหรือไม่ยินยอม หรืออะไรต่างๆ ตายแล้วหรือยังก็ต้องไปพิสูจน์ ตอนนี้ยังมีความสงสัยหลายประการก็ต้องรอผลการพิสูจน์จากแพทย์

4.หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น เส้นผม ขน สารคัดหลังที่พบในตัวผู้ตาย ต้องพิสูจน์ต่อไปว่าใช่ของคนที่ต้องสงสัยหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็จบ ก้ต้องรอการพิสูจน์

5.หลักฐานการสนทนาทางแชท ต้องดูว่า อ่านหรือฟังแล้วเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดไหม เขายอมรับชัดเจนไหมว่าเขาเป็นคนข่มขืน เป้นคนอนาจาร เป็นคนฆ่า เป็นคนหน่วงเหนี่ยว ถ้าไม่ชัดก็ไม่เกิดประโยชน์

"คดีนี้ยังมีช่องว่างอีกเยอะในการที่จะพิสูจน์ความจริง การออกหมายจับก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ต้องหาก็ไม่ได้หลบหนี ฉะนั้นถ้าจะไปพิสูจน์ว่าเขาฆ่าคนตาย และเขาใช้อะไรฆ่า ใช้ยาหรืออะไร มีหลายเรื่องที่ตำรวจต้องทำงานหนัก การดำเนินคดีแค่เรื่องออกหมายจับก็ยังเหนื่อยอยู่ ส่วนที่จะเอามาลงโทษจะต้องทำงานหนักอีกเยอะจนปราศข้อสงสัย ศาลจึงจะลงโทษได้มีหลายเรื่องที่จะต้องติดตามต่อไป"นายเดชากล่าว

นายเดชาระบุข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึง "จุดแข็งของคดี" ด้วยว่า

- มีกล้องวงจรปิดเห็นภาพขณะ นำตัวผู้ตายไปยังอาคารชุด มีข้อความสนทนาทางแชท และพบสารคัดหลั่ง ในตัวผู้ตายซึ่งปัจจุบันยังไม่ทราบว่าเป็นของผู้ต้องหาหรือไม่หรือของใคร แต่กล้องวงจรปิด และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ก็มีประโยชน์บางส่วนเท่านั้นเช่นเห็นขณะนำตัวไปแต่ก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าขนาดนั้น ผู้ตายตายแล้วหรือยัง ต้องไปพิสูจน์กันอีก ต่อไป

- การแจ้งข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขังนั้น ก็ต้องนำสืบให้ได้ว่าผู้ตายไม่ยินยอมจะไปด้วย ส่วนการแจ้งข้อหาอนาจารนั้นก็ต้องได้ความว่า ผู้ตายไม่ยินยอม,การแจ้งข้อหาว่าฆ่าคนตายโดยเจตนาก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าผู้ต้องหาเป็นคนฆ่าโดยใช้อาวุธอะไรหรือใช้ยา

ซึ่งที่ผมกล่าวมานั้นเป็นสิ่งที่พนักงานสอบสวนต้องทำงานหนักต่อไปถ้าจะเอาคนผิดมาลงโทษ