สังคมอยู่อย่างไรถ้าทุกอย่างซื้อได้! "ชูวิทย์" เทียบคดี "คนติดคุกกับหนีคุก"

  • วันที่ 17 ก.ย. 2562 เวลา 14:36 น.

สังคมอยู่อย่างไรถ้าทุกอย่างซื้อได้! "ชูวิทย์" เทียบคดี "คนติดคุกกับหนีคุก"

ชูวิทย์ ยกสองคดีที่ผู้ต้องหามีฐานะเลือกติดคุกกับหลบหนี มองหากใช้เงินซื้อได้ย่อมทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันของกฎหมาย

เมื่อวันที่ 17 ก.ย. นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นถึงกรณีที่บุคคลมีฐานะร่ำรวยและมีชื่อเสียงแต่ทำผิดกฎหมายยอมรับโทษกับหนีคดี โดยยกคดีนายสนธิ ลิ้มทองกุล กับนายกำพล วิระเทพสุภรณ์ และตนเองมาเปรียบเทียบ

นายชูวิทย์ ระบุว่า คนติดคุกกับคนหนีคุก สิ่งหนึ่งที่คนอย่างพี่สนธิและผมเหมือนกัน คือยอมรับเป็นผู้แพ้และเดินเข้าคุกแทนหนีคุก ต้องนอนเอามือก่ายหน้าผากว่าทำไมโชคชะตาวาสนาถึงตกเพียงนี้ ได้เจอพี่สนธิ 2 รอบตอนอยู่ในคุกจากคนที่เคยนอนแอร์มีฟูกนุ่มๆ ต้องมานอนพื้นด้วยผ้าห่ม 3 ผืน อากาศอบร้อนเหมือนอยู่ในห้องซาวน่าเหงื่อท่วมตัวขนาดต้องเอาลูบทุกชั่วโมงจนหลับ ตื่นมาได้แต่รำพึงว่า ชีวิตเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง

แต่มีคนบางคนที่เลือกหนีคุกโดยเชื่อว่า เงินจะซื้อได้ เพื่อตัดตอนไม่ให้คดีไปสู่กระบวนการของศาล ใช้วิธีวิ่งเต้น อาศัยช่องทางพิสดารของกฎหมาย เช่นคดีที่เคยดังเป็นพลุแตกอย่างวิคตอเรีย ซีเครท ของเครือเดอะลอร์ดที่ขณะนั้นผมเป็นผู้สื่อข่าว อีกทั้งเคยเป็นอดีตเจ้าของเก่า หลายหน่วยงานทั้งตำรวจ ทหาร กรมการปกครอง ดีเอสไอ มูลนิธิเอ็นเวเดอร์ แห่บุกเข้าจับกุมเพราะมีเด็กอายุเพียง 12–13 ปี เคยทำงานอยู่ ทั้งยังพบหลักฐานจำนวนมาก จนนำไปสู่คดีค้ามนุษย์ ฟอกเงิน เป็นธุระจัดหา ทั้งเด็กต่ำกว่า 18 ปี และต่ำกว่า 15 ปี รวม 12 ข้อหา

นายชูวิทย์ ระบุอีกว่า ถือเป็นคดีนโยบายหลักของรัฐบาลที่จะเร่งสร้างผลงานในขณะนั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์ สอบผมข้ามวันข้ามคืน อีกทั้งต้องไปให้การกับดีเอสไอหลายรอบ จนศาลท่านอนุมัติหมายจับ นายกำพล และเมีย นางนิภา เจ้าของที่แท้จริง จนท้ายสุดเลือกวิธีหนีคุกหายเข้ากลีบเฆมไปก่อน

ความแตกต่างที่ผมบอก คือ คนติดคุกสู้ด้วยกระบวนการกฎหมายที่มี แต่คนหนีคุก รอจังหวะให้เรื่องเงียบสักปีสองปี วางแผนย่องกลับด้วยกระบวนการถอนหมายจับเพื่อให้ไม่ต้องขึ้นศาล เมื่อเรื่องเงียบอะไรมันก็ง่าย ออกหมายจับได้ก็ถอนหมายจับได้ อีกหน่อยเครือเดอะลอร์ด วิคตอเรีย ซีเครท ก็คงกลับมาเปิดได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ที่รุมแห่กันไปจับเป็นข่าวใหญ่โตคนก็ลืมกันหมดแล้ว เรื่องแบบนี้ผมเห็นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เอกสาร หลักฐานที่พบในสถานที่ก็ไม่มีความหมายอะไร

ส่วนที่ติดคุกไปก็แค่พวกกระจิบกระจอก แต่เจ้าของรอดหน้าตาเฉย ขอหนีไปก่อนแล้วค่อยๆแก้ อาศัยเงินหลักระดับ 100 ล้าน ง้างได้ทุกอย่าง เพราะเคลียร์นอกคุก ดีกว่าไปเคลียร์ในคุก ปัจจัยมันต่างกันแยะ

นายชูวิทย์ ระบุต่อว่า หากใช้เงินซื้อได้ ความไม่เท่าเทียมกันของกระบวนการกฎหมาย ย่อมทำให้เกิดความแตกต่าง ระหว่างคนที่ยอมติดคุกกับคนที่หนีคุก เพราะคนที่ยอมติดคุกเมื่อได้ออกมา จะทำอะไรระมัดระวังไม่กล้าไปทำผิดซ้ำอีก แต่คนที่หนีคุกจะไม่มีวันสำนึกผิด เพราะคิดว่าใช้เงินซื้อได้ เมื่อซื้อได้แล้วก็ย่อมซื้อได้อีกไม่เกรงกลัวกฎหมาย

ยิ่งหากมีคนในวงการกฎหมายให้ความช่วยเหลือเสียเอง แทนที่ผิดจะว่าไปตามผิด กลับไปทำให้ผิดกลายเป็นถูก แล้วสังคมนี้จะอยู่อย่างไร ถ้าทุกอย่างซื้อได้ด้วยเงิน หากมีใครหาว่าผมอิจฉา ว่าเขารวยแล้วใช้เงินเป็นต้องยอมรับว่า มันน่าอิจฉาเสียจริงๆ

ข่าวอื่นๆ