ประธานกสม.แจงการทำหน้าที่หลังมี 2 กสม.ลาออกกระทันหัน

วันที่ 31 ก.ค. 2562 เวลา 14:46 น.
ประธานกสม.แจงการทำหน้าที่หลังมี 2 กสม.ลาออกกระทันหัน
กสม.แจงยิบสถานะของกสม.และขั้นตอนการทำงานตามรัฐธรรมนูญ หลัง 2 กสม.ลาออก พร้อมเตรียมทำหนังสือถึงประธานศาลฯแต่งตั้งบุคคลให้มาทำหน้าที่แทน

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และนางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กสม. ร่วมแถลงภายหลังนางอังคณา นีละไพจิตร และนางเตือนใจ ดีเทศน์ กสม. ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งว่า หลังจากทราบเรื่องการลาออกก็ได้แจ้งเลขาธิการสำนักงานฯ ให้ยกเลิกการประชุม กสม.ด้านการคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครอง ที่จะมีขึ้นในเวลา 09.30 น.ทันที

ทั้งนี้ เนื่องจาก กสม. เหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง จากนั้นในเวลา 09.45 น. สำนักงาน กสม. ได้เชิญตนและนางประกายรัตน์ เข้าร่วมประชุมกับสำนักงานฯ ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารสำนักงานฯ ตั้งแต่เลขาธิการ รองเลขาธิการ ที่ปรึกษา ผอ.สำนักต่าง ๆ และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมรับฟังสถานการณ์และข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

?นายวัส กล่าวว่า กสม.เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญปี 2560 และเป็นองค์กรกลุ่มในลักษณะเดียวกับองค์กรอิสระอื่นอีกหลายองค์กร ซึ่งทุกคนมีที่มาแตกต่างกันและมีความคิดที่หลากหลาย ตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นเรื่องธรรมดาของการทำงานขององค์กรกลุ่มย่อมมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน แต่ทุกคนต้องเคารพเหตุผลซึ่งกันและกัน ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญต้องเคารพมติเสียงข้างมาก เมื่อมีการลงมติตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ยอมรับว่าการทำงานภายใต้กติการัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นไปได้ความยากลำบาก เพราะผู้ที่ยกร่างได้วางบทบาทหน้าที่และอำนาจของ กสม. ทั้งจากหลักการสากลด้านสิทธิมนุษยชน และหน้าที่ที่เกินกว่าสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพึงกระทำ ในฐานะผู้นำองค์กรกลุ่มก็ได้พยายามประสาน กสม.ทุกคนให้สามารถทำหน้าที่ได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่มุ่งหวังให้ กสม. ช่วยสร้างความผาสุกให้กับประชาชนชาวไทย และคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติเป็นสำคัญ

ประธาน กสม. กล่าวว่า เคารพการตัดสินใจของอดีต กสม. ที่ลาออกไปไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ส่วนที่มีข้อสังเกตว่า การลาออกของ กสม. 2 คนจะทำให้ กสม. ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้นั้น ในบทเฉพาะกาลมาตรา 60 วรรคสาม บัญญัติว่า กรณีมีผู้ซึ่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ให้นำความในมาตรา 22 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

"มาตรา 22 กำหนดให้ประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดร่วมกันแต่งตั้งบุคคล ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับกรรมการทำหน้าที่เป็นการชั่วคราวให้ครบ 7 คน ให้ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งทำหน้าที่ในฐานะกรรมการได้จนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทน และภายในวันที่ 31 ก.ค.จะลงนามในหนังสือถึงประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุด เพื่อให้ดำเนินการตามมาตรา 22 ต่อไป" ประธานกสม.กล่าว