ศาลอุทธรณ์สั่ง2จำเลยจ่ายค่าชดเชยเพิ่มคดี "นรต." ฝึกโดดร่มเสียชีวิต

  • วันที่ 18 ก.ค. 2562 เวลา 11:50 น.

ศาลอุทธรณ์สั่ง2จำเลยจ่ายค่าชดเชยเพิ่มคดี "นรต." ฝึกโดดร่มเสียชีวิต

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้สั่ง 2 จำเลยจ่ายชดเชยเพิ่มให้แก่พ่อนักเรียนนายร้อยตำรวจที่เสียชีวิตขณะฝึกกระโดดร่ม รวมเป็นเงินกว่า 4.8 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 62 ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก นัดพิพากษาอุทธรณ์คดีที่ นายสาทร พุทธชัยยงค์ บิดาของ นักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) ชยากร พุทธชัยยงค์ ซึ่งเสียชีวิตจากการฝึกกระโดดร่มเมื่อปี 2557 ยื่นฟ้อง บริษัท การบินไทย เป็น จำเลยที่ 1 , บริษัท อุตสาหกรรมการบิน และเจ้าหน้าที่จัดซื้อสายสลิงกระตุกร่ม , เจ้าหน้าติดตั้งสายสลิง และซ่อมบำรุง รวม 11 รายเป็นจำเลย เรื่องละเมิด เรียกค่าสินไหมทดแทน 40 ล้านบาท เป็นค่าจัดการศพและค่าขาดไร้อุปการะ ฯลฯ

โดยคดีนี้ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ บริษัท อุตสาหกรรมการบิน และ นายตรวจอากาศยานศูนย์ซ่อม มีความผิดให้ชดใช้ค่าเสียหายกว่า 2.7 ล้านบาท แก่นายสาทร ส่วนจำเลยอื่นยกฟ้อง ต่อมาโจทก์และจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์

ศาลเห็นว่าค่าปลงศพที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้ 2.5 แสนบาท น้อยเกินไป จึงให้เพิ่ม 3.2 แสนบาท เนื่องจากในการจัดการงานศพเป็นพระราชทานเพลิงศพ และยังมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งจำเลยที่ 2 และ 9 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 นั้น จะต้องชดใช้ค่าสินไหมเต็มจำนวน

ส่วนค่าขาดไร้อุปการะที่จะต้องชดใช้ให้โจทก์ที่ 1 นั้น เพื่อได้พิจารณาจากการศึกษาของผู้เสียชีวิตและรายได้ที่จะมีในอนาคตแล้วเห็นว่า ที่กำหนดไว้ 2.5 ล้านบาทนั้น ยังน้อยเกินไป โดยเห็นสมควร เพิ่มให้เป็นเดือนละ 2.5 หมื่นบาท เป็นเวลา 15 ปี รวมเป็นเงิน 4.5 ล้านบาท

จึงพิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 9 ร่วมกันชดใช้ค่าจัดการศพ และค่าขาดอุปการะให้กับนายสาคร บิดา นรต.ชยากร โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 4.82 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง 21 ม.ค. 2559 จนกว่าจะชำระเสร็จ รวมทั้งชำระค่าทนายความแทนโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1 หมื่นบาท

ส่วนโจทก์ที่ 2 และ 3 ซึ่งเป็นบิดา นรต. ณัฐวุฒิ ติรสุวรรณสุข พิพากษายืนให้ยกฟ้อง เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ,3 -8 ,10, 11

ภายหลังฟังคำพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว นายสาทร กล่าวว่า ผลพิพากษาในศาลชั้นต้นให้จำเลยชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะ 2.5 ล้านบาท บวกกับค่าปลงศพ 270,000 บาท แต่ที่ตนอุทธรณ์เพราะในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นมีข้อความว่า นรต.ชยากร บุตรชายของตนมีส่วนให้เกิดเหตุร้าย ไม่ดึงร่มช่วย ซึ่งตนอยู่ในที่เกิดเหตุตนเห็นแล้วว่าบุตรชายของตนได้ดึงร่มช่วย ร่มกางแผ่อยู่กับพื้น ตนจึงอุทธรณ์ประเด็นนี้ บุตรชายตนไม่มีส่วนร่วมให้เกิดเหตุร้าย ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาแล้วว่าบุตรชายของตนดึงร่มช่วยจากข้อมูลที่เราอุทธรณ์ไป ดังนั้นศาลอุทธรณ์จึงเพิ่มค่าขาดไร้อุปการะเป็น 4.5 ล้านบาท และค่าปลงศพเป็น 320,000 บาท รวมเป็น 4,820,000 บาท

เมื่อถามว่ามีประเด็นติดใจฎีกาต่อหรือไม่ นายสาทร กล่าวว่า คดีแพ่งไม่ใช่คดีหลักของตน คดีหลักของตนคือคดีอาญา ตนให้น้ำหนักกับคดีอาญามากกว่า คดีแพ่งอยู่ที่จำเลยฎีกาหรือไม่ ถ้าจำเลยฎีกาก็ต้องแก้ฎีกาต่อไป แต่ในส่วนของตนแล้วไม่มีความประสงค์คดีแพ่งเป็นหลัก เพราะคดีอาญาเท่านั้นที่จะทำให้คนเลิกทุจริตได้ คดีแพ่งไม่ทำให้คนเลิกทุจริตได้

เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดีอาญา นายสาทร กล่าวว่า คดีอาญาได้ผ่านจากตำรวจภูธรภาค 7 มานานแล้ว ตั้งแต่เดือน ม.ค.61 ตอนนี้ ก.ค.62 แล้ว ตำรวจได้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด คดีอาญาสำนวนอยู่ที่สำนักงานอัยการสูงสุดมาปีครึ่งแล้ว แต่คดียังไม่ถูกนำขึ้นสู่ศาล

ด้าน นายจตุรงค์ ติรสุวรรณสุข บิดาของ นรต.ณัฐวุฒิ โจทก์ที่ 2 เปิดเผยว่า ได้เดินทางมาฟังการอุทธรณ์นั้น เป็นส่วนที่ฟ้องบริษัทการบินไทย จำเลยที่ 1 และพนักงานการบินไทย จำเลยที่ 10 ซึ่งศาลพิพากษายกฟ้อง โดยทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษายืนให้ยกฟ้อง แต่ตนยังติดใจว่าบริษัทการบินไทยซึ่งเป็นคู่สัญญารับรู้รับทราบในการซ่อมอุปกรณ์กระโดดร่ม หากได้ท้วงติงแต่แรกอาจไม่เกิดความสูญเสีย โดยก่อนหน้านี้คดีในศาลปกครองศาลได้ชี้ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติละเมิดอย่างร้ายแรงแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย และคดีแพ่งนี้จำเลยที่ 2 และ 9 ก็รับผิดได้ชดใช้เงินเยียวยาให้ครอบครัวตน 5 ล้าน

แต่คดีในส่วนของการบินไทยกลับไม่พบความผิด ซึ่งถือเป็นบริษัทใหญ่บอกมีหลักธรรมาภิบาลแต่ที่ผ่านมาไม่ได้แสดงความช่วยเหลือต่อครอบครัว ในการเป็นคดีกับบริษัทใหญ่เราก็ไม่รู้ว่าผลจะเป็นอย่างไร แต่เราต้องการความยุติธรรมก็ต้องเรียกร้องด้วยตัวเอง ทุกวันนี้ยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียลูกชาย การต้องฟ้องคดีมาขึ้นศาลบ่อยๆ ก็ท้อ อย่างคดีอาญาที่เราเคยสอบถามความคิบหน้าของผลก็โยนกันไปมาระหว่างตำรวจกับอัยการ

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

ข่าวอื่นๆ