โวยรัฐเลื่อนขึ้นภาษีบุหรี่ อุ้มธุรกิจยาสูบเมินสุขภาพประชาชน

  • วันที่ 03 มิ.ย. 2562 เวลา 12:25 น.

โวยรัฐเลื่อนขึ้นภาษีบุหรี่ อุ้มธุรกิจยาสูบเมินสุขภาพประชาชน

เลขาฯมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ชี้รัฐบาลเลื่อนขึ้นภาษีบุหรี่ 40% เข้าข้างธุรกิจยาสูบ เมินสุขภาพประชาชน เผยคนไทยป่วยโรคจากบุหรี่ 1 ล้านคน มูลค่าความเสียหายมหาศาล

จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 ให้ขยายเวลาการปรับภาษีบุหรี่ซิกาแรตเป็นอัตราเดียวที่ 40% ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลในเดือนตุลาคม 2563 จากเดิมที่ ครม. เห็นชอบเมื่อเดือนกันยายน 2560 ที่มีการปรับอัตราภาษีบุหรี่ชิกาแรตราคาไม่เกิน 60 บาท คิดภาษี 20% และราคาเกิน 60 บาท คิดภาษี 40% โดยเปลี่ยนเป็นภาษีอัตราเดียวที่ 40% โดยมีเหตุผลว่าต้องการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมบุหรี่ทั้งหมด ตามคำเรียกร้องของบริษัทบุหรี่และชาวไร่ยาสูบ เนื่องจากการขึ้นภาษีทำให้คนสูบบุหรี่น้อยลงนั้น

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า ปัจจุบันผู้สูบบุหรี่ 10 .7 ล้านคน กระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ปัจจุบันคนไทยป่วยด้วยโรคจากการสูบบุหรี่ที่ยังมีชีวิตอยู่หนึ่งล้านคน และข้อมูลในปี 2557 มีคนไทยที่ป่วยด้วยโรคจากการสูบบุหรี่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล 580,794 ครั้ง แต่ละครั้งเฉลี่ยอยู่โรงพยาบาลครั้งละ 6 วัน โดยตัวเลขนี้นับเฉพาะผู้ป่วยที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลด้วย 3 กองทุนของรัฐคือ ที่ใช้สิทธิ์บัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการเท่านั้น ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายมากกว่ารายได้จากธุรกิจยาสูบ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมการบริโภคยาสูบอย่างจริงจัง

"การเลื่อนปรับภาษีบุหรี่ ทำให้เสียโอกาสในการใช้เครื่องมือในการควบคุมยาสูบ เรียกร้องรัฐบาลให้ชดเชยการเลื่อนการขึ้นภาษียาสูบครั้งนี้ ด้วยการแสดงความจริงใจในการสนับสนุนการควบคุมยาสูบ ผมเข้าใจที่รัฐบาลต้องการช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบ แต่เมื่อรัฐบาลตัดสินใจในนโยบายที่จะส่งผลดีต่อธุรกิจยาสูบ ก็ย่อมหมายถึงผลเสียต่อสุขภาพของประชาชน เพราะเรื่องยาสูบกับสุขภาพเป็นเหมือนเกมผลรวมเป็นสูญ (Zero Sum Game) คือเมื่อฝ่ายธุรกิจยาสูบได้ ก็คือสุขภาพของประชาชนที่จะเสีย รัฐบาลจึงต้องแสดงความจริงใจในการให้ความสำคัญกับการปกป้องสุขภาพ ไม่ยิ่งหย่อนกว่าการปกป้องธุรกิจยาสูบ"ศ.นพ.ประกิต กล่าว

ศ.นพ.ประกิต กล่าวอีกว่า ขณะนี้การควบคุมยาสูบดำเนินการ ภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 กำหนดให้มีคณะกรรมการควบคุมยาสูบจังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และมีนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเป็นเลขานุการ ซึ่งที่ผ่านมาองค์การอนามัยโลก ได้ระบุว่า โครงสร้างการควบคุมยาสูบโดยภาครัฐในระดับพื้นที่ของไทยยังถือว่าอ่อนแอ เนื่องจากพบว่า มีผู้ที่ทำงานด้านการควบคุมยาสูบอย่างเต็มเวลาเพียงจังหวัดละ 1 คนเท่านั้น ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลแผนการควบคุมสุราควบคู่ไปด้วย ทำให้แผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบที่ผ่าน ครม. และจังหวัดต่างๆ ขาดบุคลากรที่จะดำเนินการตามแผนการควบคุมยาสูบในจังหวัดต่างๆ จึงมีความคืบหน้าล่าช้ากว่าที่ควร

ข่าวอื่นๆ