ความรู้สึกที่คงเดิม และความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไป

  • วันที่ 23 มี.ค. 2562 เวลา 12:37 น.

ความรู้สึกที่คงเดิม และความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไป

อีกสี่ซ้าห้าวันก็จะถึงเทศกาลงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่47 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 17 (งานเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค.-7 เม.ย. 2562) ความรู้สึกที่เกิดขึ้นที่ยังคงเดิมก็ยังคงอยู่ แต่ที่เพิ่มเติมเข้ามาคือความรู้สึกต่ออะไรบางอย่างได้เปลี่ยนแปลงไป

ความรู้สึกที่ยังคงเดิม คือ ต้องหาเวลาไปงานนี้ให้ได้สักวันสองวันเหมือนที่เคยเป็นมา ทว่าความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไป คือ ไม่ได้อินกับหนังสือออกใหม่ ที่สำนักพิมพ์ส่วนใหญ่จะเร่งผลิตเพื่อให้ทันขายในงานสัปดาห์หนังสืออีกต่อไปแล้ว

ผมรู้สึกว่าตลอดทั้งปี ความสุขที่ผมได้รับล้วนมาจากการเดินเข้าร้านหนังสือ ได้เสพ ได้ซึมซับ ได้ค่อยๆ เดินลัดเลาะไปตามมุมต่างๆ ของร้านหนังสือ ไล่เรียงสายตาดูหนังสือทีละเล่ม ใช้ความคิดไปกับทั้งหนังสือออกใหม่และหนังสือที่กาลเวลาก็ทำอะไรไม่ได้

ได้มีเวลาคิดทบทวนว่าหนังสือแต่ละเล่มนั้นมีคุณค่าคุณงามความดีต่อตัวเราในแง่มุมไหนบ้าง มันได้พินิจพิเคราะห์ ได้ขบคิดใคร่ครวญ ซึ่งเมื่อเวลาที่เราได้เจอหนังสือที่ถูกใจใช่เลย แล้วถือไปจ่ายตังค์ที่เคาน์เตอร์เพื่อไปนอนอ่านมันที่บ้าน มันรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

และถึงแม้เข้าร้านหนังสือแล้วจะไม่ได้ซื้อหนังสือติดไม้ติดมือกลับมา ร้านหนังสือก็ยังถือเป็นความสุขทางใจเพียงแห่งเดียวที่ดับทุกข์คลายเศร้าให้ผมได้ และมาแล้วก็อยากจะมาอีกไม่รู้เบื่อ

หนังสือออกใหม่จึงไม่ใช่แรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ผมต้องไปงานสัปดาห์หนังสืออีกต่อไปแล้ว แต่ทำไมผมยังอยากไปงานสัปดาห์หนังสืออยู่ ทั้งๆ ที่คนก็เยอะ เบียดเสียดยัดเยียดกันจนแน่นศูนย์ประชุมฯ ผมอยากไปเพราะจะได้ไปนั่งฟังอะไรดีๆ ที่เกิดขึ้นบนเวทีเสวนาต่างหาก

แม้จะรู้ว่าเวทีนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการโปรโมทหนังสือออกใหม่ แต่สาระสำคัญสำหรับผมไม่ใช่ตรงนั้น สิ่งที่สำคัญคือผมได้มาเสพความคิดรวบยอดจากผู้เขียนต่างหากและแน่นอนว่าไอเดียรวบยอดนั้น มันสามารถจุดประกายอะไรบางอย่างให้แก่ผม ทั้งในแง่ของการเขียน และในแง่ของการใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี

เมื่อเอาข้อดีของการเข้าร้านหนังสือมาปั่นรวมกันกับการเข้าไปนั่งฟังเสวนาบนเวทีในงานสัปดาห์หนังสือ ผลลัพธ์ที่ได้คือ เราเห็นถึงคุณค่าหนังสือมากขึ้นๆ เราได้เห็นว่ากว่าคนเขียน คนวาดภาพ คนถ่ายรูปคนทำกราฟฟิก ทำปก และคนที่อยู่เบื้องหลังหนังสือเล่มนี้ทั้งหมดจะสร้างสรรค์ออกมาเป็นหนังสือหนึ่งเล่มได้นั้น เขาทั้งใช้แรงกายแรงใจของเขามากมายเหลือเกิน

มันทำให้เราอยากสนับสนุนผลงานของเขาเหล่านั้นแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่ได้เกี่ยงว่าหนังสือเล่มนั้นจะต้องลดราคาหรือไม่ ถ้าไม่ลด เงินส่วนลดนั้นก็จะได้ถูกนำไปสนับสนุนแรงกายแรงใจของคนทำหนังสือให้มีต้นทุนทำหนังสือดีๆ กันต่อไป

ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปอีกหนึ่งอย่างก็คือ เริ่มถอยห่างจากการไปซื้อหนังสือในร้านหนังสือในห้างฯ แต่เปลี่ยนไปซื้อหนังสือที่ร้านหนังสือที่เป็นร้านหนังสือจริงๆ (ร้านหนังสืออิสระ) ที่ไม่ต้องเอาการลดราคามาเป็นตัวล่อ มันให้ความรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

การสนับสนุนหนังสือแบบเต็มราคา หรือได้ส่วนลดเล็กๆ น้อยๆ พอหอมปากหอมคอจากร้านหนังสืออิสระ อย่างน้อยเราก็ได้ทำให้ร้านหนังสือมีกำไร ตั้งตนอยู่ได้ และทำให้เขามีแรงกายแรงใจและแรงเงินในการเลือกสรรหนังสือดีมีประโยชน์มาขายให้เราได้ซื้อหาไปอ่านกัน

ผมเชื่อว่า หากเราเป็นคนที่รักหนังสือจริงเราจะหันมาร่วมด้วยช่วยกันทำให้ธุรกิจหนังสือมันพยุงตัวเองให้ไปต่อได้ ให้ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ของธุรกิจหนังสือมันไหลลื่น และเราในฐานะผู้ซื้อผู้อ่านก็จะได้ประโยชน์ต่อชีวิตจากธุรกิจนี้ไปอีกนานเท่านาน

ข่าวอื่นๆ