ปิดทาง "โจรแฝงผ้าเหลือง" วัด-ตำรวจ-ประชาชน ต้องผนึกกำลัง

วันที่ 23 ม.ค. 2562 เวลา 20:10 น.
ปิดทาง "โจรแฝงผ้าเหลือง" วัด-ตำรวจ-ประชาชน ต้องผนึกกำลัง
เปิด 4 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โจรลอบอาศัยผ้าเหลืองหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่และรอเวลาหวนกลับไปก่อเหตุใหม่

********************************

โดย...รัชพล ธนศุทธิสกุล

แม้ที่ผ่านมาจะมีข่าวการจับกุมคนร้ายที่ลอบแฝงตัวอาศัยผ้าเหลืองหลบหนีคดีมากมาย ทว่าปัจจุบันปัญหาเหล่านี้ก็ยังมีให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง

น่าสนใจว่า ทำไมการบวชจึงเป็นช่องทางที่คนร้ายใช้เป็นแหล่งซ่อนตัวหลบหนีการจับกุมจากเจ้าหน้าที่ และ ทำไมปัญหานี้จึงยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ความเห็นจากทั้งฝ่าย "พระสงฆ์" และ "ตำรวจ" ต่างระบุตรงกันว่าสาเหตุของปัญหามีที่มาจาก 4 ปัจจัยสำคัญ....

วัดไม่เคร่ง

“พระไปสืบสวนได้อย่างไร ทะเบียนบ้าน สำมะโนครัวไปมาอย่างไร พระอุปัชฌาย์ไม่สามารถที่จะมีความรู้ด้านนั้นเพียงพอจะสกัดกั้นโจรพวกนี้ได้  มันต้องอาศัยทางบ้านเมืองในการสกรีนสืบภูมิหลังกำพืดและประวัติ ความเป็นมาว่ามีคดีโชกโชนในการทำชั่วหรือไม่ ฉะนั้นจะต้องผ่านทางบ้านเมืองสกรีนให้อีกทีหนึ่ง แล้วพระก็มาตรวจสอบดูอีกทีหนึ่ง” พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วให้ความเห็นถึงการตรวจสอบประวัติคนที่จะเข้ามาบวช

ท่านเล่าว่า ในอดีตคนจะบวช ไม่ได้บวชกันง่ายๆเหมือนปัจจุบัน ใครจะบวชต้องมาอยู่วัดก่อนอย่างน้อย 4 วัน 7 วัน เพื่อดูพฤติกรรม

"สิ่งเหล่านี้คือระบบการสกรีนคนของวัด หรือที่เรียกกันว่า "ขัดนาค" อย่าง วัดธารน้ำไหล หรือ สวนโมกขพลารามนั้น บางคนมาอยู่วัดนานถึง 2 ปีก็ยังไม่ได้บวช เพราะวัดเขาถ่วงเวลาไว้นานเพื่อดูพฤติกรรมและเพื่อทำลายทิฐิที่ไม่ดีต่างๆ ความโลภ ความลามก ต่างๆ ถ้ายังมีอยู่ก็ไม่ให้บวช เนื่องจากคำว่า "นาค" มาจากคำว่า "นาคะ" แปลว่าผู้ประเสริฐ มีความประเสริฐ ความประเสริฐยังไม่เกิดก็ยังให้บวชไม่ได้ ต้องขัดกันต่อไปจนกว่าความประเสริฐเริ่มเกิดแล้วจึงจะบวชได้"เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วกล่าว

ผ้าเหลืองไม่ใช่แต้มแลกบุญ

ทว่าปัจจุบันด้วยค่านิยมแบบผิดๆ ทำให้การบวชผิดเพี้ยนไป ความเชื่อที่ว่า ยิ่งจำนวนคนบวชมากในคราวเดียวยิ่งได้กุศลเยอะ ส่งผลให้เกิดการพิจารณาพฤติกรรม และเป็นช่องโหว่ที่ทำให้คนร้ายมาแฝงตัวอยู่ในผ้าเหลืองได้ง่ายดาย

"บวชเช้า เย็นสึก บวชได้เลย มันเลยเป็นต้นแบบ ที่จริงมันไม่ได้ มันไม่เหมาะสม แต่หลังๆ พระเกรงใจ เพราะบางทีผู้ใหญ่บ้านเอามาฝาก ปู่ ย่า ตา ยาย ใครตาย มีคนมาขอบวชร่วมบวชด้วยก็คิดว่าเป็นการได้บุญ เจ้าภาพก็ดีใจคิดว่าผีปู่ยาตายายได้บุญแรง ก็เข้าทางโจร ไปต่างจังหวัดง่าย ถ้าวัดกรุงเทพฯ เขาก็จะสกรีนเยอะ

"ตอนนี้ปัญหาโจรในผ้าเหลืองเยอะมาก มีคนปลอมสัญชาติ ชาติอื่นมาบวชอีกก็เยอะเลย และติดยาแล้วมาบวชนี้เยอะที่สุด วัดหนึ่งมีแน่ๆ 2 รูป มั่วกันไปหมด เพราะการลงโทษมันต่ำ พระไม่ดี จับสึกเดี๋ยวก็ไปบวชใหม่ มันก็วนระบบแบบนี้ 

"สมัยก่อนใครทำตัวไม่ดีในผ้าเหลือง เขาจะสักที่หน้าผากว่า ‘สมี’ แปลว่าทำไม่ดีในตอนห่มผ้าเหลืองจะไปบวชอีกยาก แต่เดี๋ยวนี้ถ้าปล่อยไปแบบนี้มันก็ง่าย"

พระพยอมกล่าวอีกว่า การบวชครั้งละ 1,000 รูป 10,000 รูป ยิ่งบวชเยอะการคัดกรองก็น้อย คัดสรรมากไปก็ได้ยอดไม่ถึงเป้าของคนจัด ฉะนั้นพอตั้งเป้าไว้มันก็หยวนๆ ผ่อนผันกันไปก่อนได้ ไปคัดเอาทีหลังก็ได้ ไม่ดีก็ค่อยจับสึก วัฒนธรรมแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 30-40 ปี  เพราะในอดีตนั้นการบวชหมู่ของพระพุทธศาสนาจะไม่เกิน 50 องค์เท่านั้น

"เรื่องการป้องและปรามโจรมาแฝงผ้าเหลืองต้องสองแรงช่วยกัน ระหว่างทางพระและทางกฎหมาย ช่วยส่งให้ป้องและปราบปรามได้ง่ายยิ่งขึ้น ” พระพยอมกล่าว

ส่งชื่อก่อนบวช ตรวจ 15 วัน ช่วยได้ถ้าทำจริง

จากมาตรการของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ขอความร่วมมือกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการตรวจเช็คประวัติของผู้ที่จะมาขอบวชรายใหม่ทุกคน โดยวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทยจะต้องส่งชื่อของผู้ที่มาขอบวชให้กับสำนักงานพิสูจน์หลักฐานประจำจังหวัดที่วัดตั้งอยู่ ก่อนจะรวบรวมรายชื่อส่งต่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้ขอบวชทั้งหมด

กระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 15 วันในการตรวจสอบ ก่อนที่ทางตำรวจจะแจ้งกลับไปยังวัดว่า ผู้ขอบวชแต่ละรายเป็นผู้ที่เคยมีประวัติอาชญากรรมติดตัวหรือไม่ โดยที่ตำรวจจะไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการดำเนินการ

พ.ต.อ. ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 กองบังคับการปราบปราม ให้ความคิดเห็นการป้องกันและปราบปรามในเรื่องนี้ว่า อยากให้มองเป็นสองส่วนเพื่อช่วยกันตรวจสอบ กรณีที่มีหมายจับติดตัวก่อนไปบวชหรือหมายจับออกขณะบวชเป็นพระ และกรณีที่ทำผิดกฎหมายขณะบวชเป็นพระ ทั้งสองกรณีย่อมส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา

กรณีที่มีหมายจับติดตัวก่อนไปบวชหรือหมายจับได้ออกขณะบวชเป็นพระ ถ้ามีการตรวจสอบประวัติก่อนบวชอย่างเป็นระบบและจริงจัง ก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เพราะเมื่อพบว่ามีหมายจับก็สามารถจับกุมดำเนินคดีได้เลยก่อนที่จะบวช

"อยากให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นระบบและจริงจัง เช่น ปัจจุบัน วัดมีพระทั้งหมดกี่รูป ชื่อ-นามสกุลและหมายเลขบัตรประชาชนอะไรบ้าง แล้วส่งมาตรวจสอบ หากพบว่ามีหมายจับก็จะได้ทำการจับกุมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และส่วนที่จะบวชใหม่ก็ควรที่จะต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้นจริงจังเช่นกัน เพื่อไม่ให้หนีคดีมาบวชได้ ถ้าทำได้อย่างจริงจังแบบนี้ได้ ก็สามารถช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนาได้"พ.ต.อ. ธงชัย กล่าว

ประชาชนคือกุญแจสำคัญ

พระพยอมกล่าวว่า คนไม่ดีที่มาแอบแฝงบวชนั้น มักแสดงพฤติกรรมให้สังเกตได้ไม่ยากนัก

"กลับวัดสายๆ เพ่นพ่านบิณฑบาต รับบาตรจะเอาแต่เงิน พวกนี้ชัวร์ที่สุดทำให้เรารู้ได้ว่าเป็นโจรมาแอบเป็นพระ แต่ถ้าโจรกลบเกลื่อนพฤติกรรมเราก็ตรวจสอบได้ยาก ดังนั้นเรื่องนี้ต้องช่วยกันทุกฝ่าย ช่วยให้คนชั่วมาแอบบวชไม่ได้ ฉะนั้นการร่วมมือกันของประชาชนในการป้องกันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ"

เช่นเดียวกับ พ.ต.อ. ธงชัย ที่เห็นว่า ประชาชนในพื้นที่รวมทั้ง พระในแต่ละวัด คือกุญแจสำคัญในการป้องกันและตรวจสอบคนร้ายที่มาแฝงบวช 

"กลุ่มที่จะช่วยได้ดีที่สุดคือ พระในแต่ละวัดทุกๆ วัดต้องช่วยกันสอดส่องตรวจสอบว่าพระที่บวชอยู่ในวัดเดียวกันนั้นกระทำผิดหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมายใดๆ หรือไม่ หากรู้หรือพบเห็นต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อจับกุมดำเนินคดี

"อีกส่วนที่จะช่วยสอดส่องตรวจสอบก็คือ ประชาชนในพื้นที่ ที่พบเห็นหรือทราบเบาะแสจะต้องช่วยกันแจ้งข่าวให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อจะได้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนา โดยในรอบปีที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้ติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่มีหมายจับแล้วหนีไปบวชได้หลายคดี รวมถึงมีการตรวจสอบและจับกุมพระที่ประพฤติตนที่ไม่เหมาะสมและทำผิดกฎหมาย เช่น ดื่มสุรา เสพยาเสพติด อีกหลายคดีเช่นกัน"พ.ต.อ. ธงชัย กล่าว