พัฒนาการวันเด็ก กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

  • วันที่ 12 ม.ค. 2562 เวลา 09:15 น.

พัฒนาการวันเด็ก กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

โดย พรเทพ เฮง 

ในอดีตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทในวันเด็กแห่งชาติ พ.ศ. 2528 ให้เป็นแนวทางในการพัฒนาเด็กที่สำคัญ ดังนี้

“คนทุกคนมีภาระต้องทำแม้เป็นเด็กก็มีภาระอย่างเด็กคือศึกษาเล่าเรียน หมายความว่าจะต้องเรียนให้รู้วิชา อีกหัดทำการงานต่างๆ ให้เป็น อบรมขัดเกลาความประพฤติและความคิดจิตใจให้ประณีต ให้สุจริตแจ่มใสและเฉลียวฉลาดมีเหตุผล เพื่อจักได้เติบโตขึ้นเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ และมีประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง”

นอกจากนี้ พระบรมราโชวาท พระราชทานในวันเด็กแห่งชาติ พ.ศ. 2529 ยังมีข้อเสนอแนะให้เด็กได้ตระหนักถึงความสำคัญของตนเองและประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นประโยชน์เพื่อจะได้เป็นคนดี เป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป ดังความตอนหนึ่งว่า

“เด็กต้องหัดทำตัวให้สุภาพอ่อนโยนหมั่นขยัน เอางานเอาการ เอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเต็มใจอยู่เสมอให้ติดเป็นนิสัยจักได้เติบโตขึ้นเป็นคนดีมีประโยชน์และมีความเจริญมั่นคงในชีวิต”

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าพระบรมราโชวาทและคำขวัญในวันเด็กแห่งชาติ เป็นการเสนอแนวทางให้เด็กสามารถนำไปปฏิบัติตนให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและประเทศชาติได้โดยตรง สอดคล้องกับกิจกรรมสังคมทั้งในปัจจุบันและอนาคตเป็นอย่างยิ่ง

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

พัฒนาการของการจัดงานวันเด็กแห่งชาติของไทย นับจากปี 2508 รัฐบาลได้จัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้นในวันเสาร์ สัปดาห์ที่ 2ของเดือน ม.ค.มาจนถึงบัดนี้ ในการจัดงานวันเด็กแห่งชาติแต่ละปีนั้น รัฐบาลได้จัดให้มีคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กขึ้นคณะหนึ่งโดยทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ให้เด็กทั้งในระบบโรงเรียน และนอกระบบโรงเรียนพร้อมกันทั่วประเทศ ได้รับความรู้ความรื่นเริงอย่างมีสาระ พร้อมทั้งตระหนักในจิตสำนึกถึงคุณค่า ความสำคัญของตนเอง รู้จักสิทธิหน้าที่ ความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม มีความเข้าใจในบทบาทของตนเองตามวัย เพื่อเตรียมตัวเป็นผู้ใหญ่มีบทบาทหน้าที่สำคัญต่อไปในอนาคต

ดังนั้น การจัดงานวันเด็กแห่งชาติทุกๆ ปี จึงมิได้มุ่งเน้นจัดงานเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับเด็กที่จะต้องเป็นผู้ใหญ่ รับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติต่อไปอีกด้วย กิจกรรมที่จัดในงานวันเด็กแห่งชาติ จึงมีหลากหลายรูปแบบ แต่มีสารประโยชน์แทรกอยู่ด้วยในทุกกิจกรรม ได้แก่ การจัดประชุมสัมมนาเกี่ยวกับความสำคัญ บทบาทหน้าที่ของเด็กที่พึงปฏิบัติ การหาความรู้ การพัฒนาตนเอง กิจกรรมพิเศษ เช่น การแข่งขันทางวิชาการ การตอบปัญหา การมอบของขวัญให้แก่เด็กที่มีความประพฤติดี มีความสามารถพิเศษ เป็นต้น

เพราะฉะนั้นการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่จะให้เด็กทั่วประเทศได้รู้ถึงความสำคัญของตนเองเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ความรับผิดชอบ ระเบียบวินัยที่มีต่อตนเองและสังคมแล้ว ยังเป็นการปลูกฝังและส่งเสริมให้เด็กได้มีความรักชาติ ยึดมั่นในสถาบันศาสนาและพระมหากษัตริย์ เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พร้อมกันนั้นเพื่อให้ผู้ใหญ่ในสังคมได้ตระหนักถึงความสำคัญ สนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กได้เติบโตขึ้นมา ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เตรียมตัวให้พร้อมที่จะเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคมในอนาคต

ทุกๆ ปีในวันเด็กแห่งชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะพระราชทานพระบรมราโชวาท ให้ข้อคิดและความสำคัญแก่เด็ก สมเด็จพระสังฆราชประทานพระคติธรรม ให้แก่เด็กได้นำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติสำหรับการดำเนินชีวิต และนายกรัฐมนตรีแต่ละรัฐบาล ได้มอบคำขวัญวันเด็กให้กับเด็กไทยทุกปี เป็นประจำ คำขวัญวันเด็กแต่ละปีเป็นข้อคิดและคติที่สะท้อนภาพเด็กในแต่ละยุคสมัย เพื่อให้เด็กมีคุณสมบัติดังกล่าวที่เหมาะสมกับช่วงเวลา เป็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเด็กไทย

สำหรับคำขวัญวันเด็กเริ่มมีเป็นครั้งแรกในปี 2499 โดย จอมพล ป. พิบูลสงคราม และได้เว้นไปเนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองไม่สงบ จากนั้นเริ่มมีอีกครั้งในปี 2502 โดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และมีต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

จากบทความ “วันเด็กแห่งชาติ : พัฒนาการและความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” (The National Children’s Day : Development and Importance to Human Resource Development) รศ.ดร.สุวิชัย โกศัยยะวัฒน์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เขียนในวารสารการศึกษาและพัฒนาสังคม ในหัวข้อการพัฒนาคุณภาพของเด็กไทย : การวางรากฐานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้ข้อเสนอถึงการจัดงานวันเด็กแห่งชาติที่น่าสนใจว่า

“เมื่อเด็กมีความสำคัญต่อประเทศชาติดังกล่าว การจัดงานฉลองวันเด็กจึงไม่ควรมีแต่ความรื่นเริงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีวิธีการหรือกิจกรรมที่เสริมสร้างให้เด็กได้ตระหนักถึงความสำคัญของตนเองและเตรียมพร้อมในการก้าวขึ้นไปเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต (ปัจจุบันอยู่ในแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติฉบับที่ 2 พ.ศ. 2560-2564 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) รวมถึงพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง อันมีผลต่อการปรับกระบวนการพัฒนาเด็กและเยาวชน เพราะความต้องการและความจำเป็นขั้นพื้นฐานของเด็กและเยาวชนจะเปลี่ยนไปตามภาวะของสังคมที่ได้รับผลกระทบและยังผลักดันทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ”

หนังสือวันเด็กปี 2562

กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2562 ในชื่อว่า “นอกหน้าต่างบานเล็ก” ซึ่งได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระราโชวาทเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2562 จากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ขอประทานพระคติธรรมจากพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก รวมถึงคำขวัญและสารเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ จากนายกรัฐมนตรีและ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อนำลงพิมพ์ในหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2562

ในหนังสือดังกล่าว ยังมีผลงานของนักเรียนที่นำเสนอในรูปแบบนิทาน เรื่องสั้นเรื่องเล่าประสบการณ์ และการ์ตูนช่อง บทความพิเศษ และบทสัมภาษณ์ที่น่าสนใจ จากนักเขียนรับเชิญและผู้มีชื่อเสียงในสังคม รวมถึงบทความดีๆ ที่แสดงถึงความรู้ความสามารถของนักเรียน อาทิ “กุดจี่” พรชัย แสนยะมูล นักเขียนรางวัลจากการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี 2561 “ลำพู แสงลภ” นักเขียนชุดนิทานหนูนิด “น้องแพร” เจ้าของเพจ น้องแพรพาเพลิน สาวน้อยนักฝันมุ่งมั่นสู่การเป็นช่างแต่งหน้าระดับโลก

“เด็กหญิงเรไร” ผู้สร้างรอยยิ้มผ่านบันทึกประจำวัน เจ้าของหนังสือและเพจเรไรรายวัน เชียร์-ฑิฆัมพร ฤทธิ์ธาอภินันท์ และฌอห์ณ จินดาโชติ ดารานักแสดงที่ให้เทคนิคและข้อคิดดีๆ ว่า การอ่านมีความสำคัญอย่างไร? และจะนำไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไร?

“เด็กไทยสร้างชาติ” นวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง “ข้าวทนแล้ง” และ “รถยนต์ประหยัดพลังงาน” ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ “เตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติกันเถอะ” เรียนรู้ภัยพิบัติทางธรรมชาติและแนวทางป้องกันตัวจากเกมเสริมทักษะการเรียนรู้จาก สวทช.

นอกจากนี้ ความพิเศษของหนังสือวันเด็กแห่งชาติปี 2562 คือ สามารถติดตามภาพการ์ตูนแอนิเมชั่น และคลิปบทสัมภาษณ์ ผ่าน QR Code ในหนังสือ “นอกหน้าต่างบานเล็ก” หนังสือวันเด็กแห่งชาติ ปี 2562

วันเด็กในอุดมคติ

มหาตมะ คานธี กล่าวไว้ว่า ครูที่เยี่ยมที่สุด คือ ครูที่สามารถสร้างนักเรียนที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง “กุดจี่” พรชัย แสนยะมูลหรือที่เด็กๆ รู้จักกันในนาม good g ตอบแบบอารมณ์ดีแนวขันขำถึงวันเด็กในฝันของเขาว่า

“สำหรับวันเด็กในอุดมคติของกุดจี่ อันดับแรกคำขวัญวันเด็กต้องให้เด็กคิดให้คุณครูคัดเลือกจากเด็กทั้งหมดในโรงเรียนแล้วส่งให้นายกฯ อ่าน นายกฯ ก็จะได้อ่านคำขวัญจากเด็กทั่วประเทศ ทั้งจากโรงเรียนรัฐและโรงเรียนเอกชน นั่งอ่านคำขวัญทั้งปี ไม่ต้องทำการทำงานอื่น (ฮา) จากนั้นนายกฯ ค่อยประมวลความคิดเด็กแล้วเรียบเรียงออกมาเป็นคำขวัญวันเด็กที่ร่วมสมัย หรือจะคัดสรรคำขวัญของเด็กขึ้นมาสักชิ้นก็ได้ จะได้ไม่ต้องอายเด็กๆ”

อันดับ 2 กุดจี่ บอกว่า ผู้หลักผู้ใหญ่ต้องทำให้ “คำขวัญวันเด็ก” มีคุณค่าเป็นดั่ง “ของขวัญวันเด็ก”

“ไม่ใช่เอะอะๆ ก็ฝากอนาคตไว้กับเด็กอย่างเดียว ประมาณว่า ‘เด็กฉลาด อนาคตชาติเจริญ...โตไปไม่โกง ถ้าโกงก็อย่าให้ใครรู้ (ฮา)’ ผู้หลักผู้ใหญ่ต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็กด้วย นั่นล่ะคือของขวัญวันเด็กที่มีค่าจริงๆ”

อันดับ 3 อยากให้ทุกๆ วันเป็นวันเด็ก ถ้าทำไม่ได้ก็ขอแค่ให้วันเด็กมีมากกว่าหนึ่งวัน ขยายเป็นสัปดาห์แห่งวันเด็กเลยก็ได้ เติมกิจกรรมหลากหลายให้เด็กๆ อย่างทั่วถึง ทัดเทียม และเท่าทันโลก

อันดับ 4 กิจกรรมวันเด็ก กุดจี่ บอกว่าไม่อยากให้มีแค่กิจกรรมการประกวดแข่งขันประเภทต่างๆ ในวันเด็กเท่านั้น เช่น ประกวดร้องเพลงและประกวดร้องเพลง อยากให้มีกิจกรรมประเภทอื่นด้วยที่ไม่ต้องประกวด แต่เป็นการประกาศว่าเด็กๆ ทุกคนมีสิทธิเข้าร่วมกิจกรรมเช่น ดูหนังฟรี หนังที่เหมาะกับเด็ก

“หนังที่สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กได้ก้าวตามฝัน หนังที่ทำให้เด็กเข้าใจว่ามนุษย์ไม่ได้มีแค่เพศชายกับหญิง หนังที่ทำให้เด็กเข้าใจว่า มนุษย์เหมือนบัวหลายเหล่า หนังที่ทำให้เด็กเข้าใจว่าเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะทำเพื่อเป็นในสิ่งที่ใฝ่ฝันได้ หนังที่ทำให้เด็กเห็นความชั่วร้ายของอาชญากรรม คอร์รัปชั่น และสงคราม

หนังที่ทำให้เด็กเห็นอดีตของมนุษยชาติ เข้าใจปัจจุบันของตน และมีหวังกับการอยู่ร่วมกันกับสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างได้ในอนาคต หนังดีๆ และสนุกสำหรับเด็กๆ สัปดาห์หนึ่งฉายเจ็ดเรื่องแจกป๊อปคอร์น แจกน้ำผลไม้ ให้เด็กๆทั่วประเทศ”

อันดับ 5 กุดจี่ ขยายไอเดียว่า อยากให้แจกหนังสืออ่านเล่นสำหรับเด็กๆ หนังสือที่รัฐใช้เงินซื้อจาก สนพ.ต่างๆ ที่ได้รับรางวัลหนังสือดีเด่นแห่งชาติ จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ประจำปีนั้นๆ รวมทั้งหนังสือคัดสรรจากหน่วยงานอื่นๆ ที่เชื่อถือได้

“เชื่อสิ หนังสือสร้างชีวิต” เสียงบอกอย่างมั่นใจของกุดจี่ ส่วนอันดับ 6กุดจี่มองว่า ไหนๆ ก็มีบัตรคนจนแล้ว ก็อยากให้มีบัตรเด็กเรียนฟรีจนจบปริญญาตรีสำหรับเด็กที่เรียนดีและมีงานรอเมื่อจบออกไปส่วนเด็กที่เรียนไม่ดีก็ขอให้มีงานที่เขาถนัดรองรับ

“โอ! เรื่องใหญ่เลย (ฮา) อุดมคติมักจะสวนทางกับความจริง แต่จริงๆ นะ การมีทุนเรียนฟรี การมีงานรองรับ จะทำให้สถาบันการศึกษาอยู่ได้ ครูบาอาจารย์อยู่ได้ พ่อค้าแม่ขายในมหา’ลัยก็อยู่ได้ ควรจะส่งเสริมให้เด็กนักศึกษาทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย จะได้ไม่ตกงาน จะได้ไม่เป็นผู้ถือบัตรคนจนในอนาคต”

ส่วนอันดับ 7 กุดจี่ตอบแบบสนุกๆ ว่า อยากให้มีเพลงเด็กเอ๋ยเด็กดีต้องมีหน้าที่หลายอย่างด้วยกัน มาร้องแทนเพลงเด็กเอ๋ยเด็กดีต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน พร้อมปิดท้ายฝากบทกลอน “วันเด็กในฝัน” แบบสรุปถึงวันเด็กที่อยากให้เป็นอีกทีหนึ่ง

“วันเด็กในฝัน อยากให้ทุกๆวันเป็นวันเด็ก

อยากให้ทั้งครอบครัวใหญ่และครอบครัวเล็ก ให้เด็กๆ เป็นศูนย์กลาง

ให้เด็กๆ เริ่มจากศูนย์ อย่าติดลบจนเด็กๆ เคว้งคว้าง

อย่าติดกรอบให้เหมือนเด็กติดตะรางแต่ก็ต้องมีกรอบบ้างตามวันวัย

มีหนังสืออ่านให้เด็กฟัง สอนสั่งบ้างสร้างนิสัย

มีทั้งนิทานที่มีคติสอนใจ มีทั้งนิทานที่ให้เด็กๆ คิดเอาเอง

มีกระดาษวาดเขียนให้เด็กเขียน มีศิลปะให้เล่าเรียนไม่คร่ำเคร่ง

มีวิชาวาดฝันให้บรรเลง มีวิชาร้องเพลงเล่นดนตรี

มีวิชาการบ้างพอสมควร มีวิชาทำสวนปลูกผักนั่นนี่

มีวิชาเลือกเล่นตามเสรี แล้วต้องมีวิชาคุณธรรม

มีวิชาปลูกต้นไม้ มีวิชาดูแลโลกไว้ให้ชื่นฉ่ำ

มีวิชาตัวเบาให้จดจำ มีวิชาตัวขาวดำให้อภัย

มีวิชาที่ไม่ต้องมีคะแนน ให้เด็กทั่วดินแดนเลือกเรียนเล่นๆ ได้

มีวิชากวี มีวิชาหนัง มีวิชา AI ให้เด็กเข้าใจโลกสมัยใหม่และสมัยเก่า-โบราณ

มีวิชาใหม่ๆ ที่ยังไม่มีชื่อ ให้เด็กๆฝึกปรืออย่างสนุกสนาน

มีวิชาอารมณ์ดีให้เด็กๆ เบิกบาน ให้เด็กเป็นครูอาจารย์สอนเราตลอดไป

วันเด็กในฝัน อยากให้ทุกๆวันเป็นวันเด็กสดใส

ให้เด็กได้เป็นเด็กตามวันวัย จะเป็นนกบนต้นไม้หรือเป็นปลาในน้ำก็ตามใจตน

วันเด็กในฝัน อยากให้ผู้ใหญ่เห็นความสำคัญของเด็กในทุกแห่งหน

อยากให้ผู้ใหญ่เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็กทุกคน โดยเริ่มต้นที่การกระทำไม่ใช่แค่ท่องจำคำขวัญบางเบา”

ข่าวอื่นๆ