สพฐ.จับมือกสศ.ปฏิรูประบบเงินอุดหนุนนักเรียนยากจน

  • วันที่ 13 พ.ย. 2561 เวลา 07:55 น.

สพฐ.จับมือกสศ.ปฏิรูประบบเงินอุดหนุนนักเรียนยากจน

สพฐ.จับมือกสศ.ปฏิรูประบบเงินอุดหนุนนักเรียนยากจน “บุญรักษ์” มั่นใจระบบโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ช่วยเหลือนร.ตรงปัญหา-ความจำเป็นรายคน

ที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดให้มีพิธีการลงนามความร่วมมือกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อดำเนินการโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนแบบมีเงื่อนไข ในสถานศึกษาสังกัดสพฐ.และประชุมชี้แจงการดำเนินงานการดำเนินงานจัดทำข้อมูลระบบการคัดกรองนักเรียนยากจน ประจำภาคเรียนที่ 2/2561 แก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา และครูทั่วประเทศ ผ่านระบบ Teleconference

ดร.บุญรักษ์  ยอดเพชร  เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  กล่าวว่า  ความร่วมมือระหว่าง สพฐ.และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่ร่วมพัฒนาโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน ในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ถือว่าทำให้เกิดการปฏิรูปใน 2 เรื่องสำคัญของประเทศ คือ 1.การปฏิรูประบบการจัดสรรทรัพยากรเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาที่ทำให้เงินอุดหนุนถูกจัดสรรไปช่วยเหลือนักเรียนตรงสภาพปัญหาและความจำเป็นรายบุคคล และ 2. การปฏิรูปกลไกการจ่ายเงินอุดหนุนของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้ระบบข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย การมีเกณฑ์การคัดกรองนักเรียนยากจนและกลไกตรวจสอบหลายระดับจากการวิจัยพัฒนาและรับฟังความคิดเห็นต่อเนื่องกว่า 3 ปี ถือเป็นมิติใหม่ในการทำงานที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น ทั้งแก่ นักเรียน ผู้ปกครอง และสังคม ว่าเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข เป็นโครงการที่มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้อย่างแท้จริง  นอกจากนี้สถานศึกษาในสังกัดของ สพฐ.ยังสามารถใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลซึ่งเป็น BIG DATA เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียนได้ในระยะยาวอีกด้วย

“การประชุมเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศผ่าน Teleconference เพื่อชี้แจงการดำเนินงานจัดทำข้อมูลระบบการคัดกรองนักเรียนยากจน ประจำภาคเรียนที่ 2/2561   ให้สถานศึกษา ครู และเขตพื้นที่การศึกษาเข้าใจในขั้นตอนต่างๆ ทั้งการคัดกรอง การตรวจสอบรายชื่อ  ก่อนการจัดสรรเงินอุดหนุน เพื่อให้นักเรียนที่เดือดร้อนได้รับการช่วยเหลือตรงปัญหาด้วยกระบวนการที่โปร่งใส”ดร.บุญรักษ์ กล่าว

ด้าน นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ในปีการศึกษา2561 โครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข ในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. โดย กสศ.จะจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นประถมศึกษาปีที่1 – มัธยมศึกษาปีที่ 3 ภายใต้งบประมาณ 800 บาทต่อคนต่อภาคเรียน ให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษ 6 แสนกว่าคน ซึ่งอยู่ในกลุ่มนักเรียนยากจนที่สพฐ.ช่วยเหลือเดิมจำนวน1,696,433 คน โดยขั้นตอนแบ่งการจัดสรรเงินออกเป็น 2 ส่วน เท่าๆ กัน คือ 1.เป็นเงินอุดหนุนช่วยเหลือค่าครองชีพ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาเรียน และค่าครองชีพระหว่างเรียน2.เป็นเงินอุดหนุนแก่สถานศึกษาเพื่อกิจกรรมการพัฒนานักเรียนยากจนให้มีทักษะชีวิตและทักษะอาชีพรวมถึงค่าอาหารที่ทางสถานศึกษาจัดหาให้เพิ่มเติมในส่วนที่ยังไม่มีงบประมาณสนับสนุนในปัจจุบันซึ่งระหว่างเดือนพฤศจิกายนและต้นเดือนธันวาคมนี้จะเป็นช่วงที่สถานศึกษาส่งรายชื่อนักเรียนที่เข้าเกณฑ์ยากจนพิเศษจากผลการคัดกรองเมื่อเทอม 1/2561 ให้แก่ กสศ. โดย สพฐ.และ กสศ. จะเปิดโอกาสให้สถานศึกษาปรับปรุงรายชื่อให้เป็นปัจจุบัน  จากนั้นนักเรียนที่ขอรับการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษเพิ่มเติมจะเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง โดยครูประจำชั้นจะลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลรายได้ และสถานะความยากจนของเด็กเป็นรายบุคคลระหว่างกระบวนการเยี่ยมบ้านในเทอม 2/2561 ร่วมกับผู้นำชุมชนในพื้นที่จากนั้นคณะกรรมการสถานศึกษาจะพิจารณารับรองความถูกต้องของข้อมูลรายชื่อและผลการคัดกรองทั้งหมดอีกครั้งก่อนส่งข้อมูลให้แก่ กสศ.

ทั้งนี้ กสศ.ได้เปิดสายด่วน ให้บริการข้อมูล ให้คำปรึกษาในทุกขั้นตอน รวมถึงปัญหาเชิงเทคนิคในการใช้ระบบต่างๆ  โดยสามารถติดต่อได้ที่  โทร 02-079-5475 กด 1 ทุกวัน ตั้งแต่ 07.00 - 20.00 น. หรือที่ Facebook : www.facebook.com/cctthailand

ขณะที่ นายวีรณัฐ ทนะวัง ครูโรงเรียนบ้านผาเวียง จังหวัดน่าน กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ใช้งานแอพพลิเคชั่นปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนถือว่าเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มาก ใช้งานง่ายและสื่อสารข้อมูลได้อย่างรวดเร็วส่งผลให้ต้นทางรับทราบข้อมูลเด็กยากจนได้ทันที  สามารถปักหมุดข้อมูลเด็กครอบคลุมทุกพื้นที่ไม่ว่าบ้านของเด็กเหล่านั้นจะอยู่บนดอย บนเกาะ ในพื้นที่ห่างไกลก็สามารถเข้าถึงข้อมูลเด็กแบบรายบุคคล ซึ่งแตกต่างจากที่ผ่านมา ครูต้องจัดทำเป็นเอกสารส่งข้อมูลเด็กไปยังสำนักงานเขตพื้นที่จากนั้นเขตพื้นที่จะต้องส่งเรื่องมาที่ศึกษาธิการจังหวัด และค่อยมาถึงต้นทางคือส่วนกลาง ทำให้กระบวนการล่าช้า แต่เมื่อมีแอพพลิเคชั่นนี้ถือว่าตอบโจทย์ของโรงเรียนไม่ยุ่งยาก ลดภาระงานเอกสาร ช่วยประมวลผลข้อมูลอย่างเป็นระบบมีประโยชน์ต่อครูและโรงเรียนเพื่อช่วยนักเรียนของเราได้ตรงจุด100% 

ข่าวอื่นๆ