WHOรับรองยาต้านเอดส์สายพันธุ์ไทยส่งออกตลาดโลก

วันที่ 02 พ.ย. 2561 เวลา 19:11 น.
WHOรับรองยาต้านเอดส์สายพันธุ์ไทยส่งออกตลาดโลก
ยาต้านไวรัสเอชไอวีขององค์การเภสัชกรรมผ่านการรับรองมาตรฐานWHO การันตีคุณภาพดี เปิดโอกาสแข่งขันตลาดโลก คนไทยได้ใช้ยาราคาถูกจากขวดละพันเหลือ180บาท

เมื่อวันที่ 2พ.ย.61 นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม เปิดเผยว่า ยาเอฟฟาไวเรนซ์ (Efavirenz Tablets) 600 มิลลิกรัม ของ อภ.เป็นยารายการแรกของประเทศไทย และเป็นประเทศเดียวในกลุ่มอาเซียนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล WHO Prequalification Program (WHO PQ) จากองค์การอนามัยโลก และได้ขึ้นเป็นบัญชียาขององค์การอนามัยโลก (WHO Prequalified List) เพื่อให้หน่วยงานหรือองค์กรสาธารณสุขนานาชาติจัดซื้อยาจากผู้ผลิตที่ได้ผ่านกระบวนการตรวจรับรองแล้วถือเป็นการยกระดับสู่สากลที่ทั่วโลกยอมรับเพิ่มความเชื่อมั่น และความปลอดภัย มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น ทั้งในและต่างประเทศ เพราะยาตัวนี้เป็นยาสูตรแรกที่ให้กับผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกรายตั้งแต่ตรวจพบเชื้อในร่างกายซึ่งในประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อประมาณ 8 หมื่นราย ขณะนี้เตรียมพัฒนาโรงงานผลิตยารังสิตเฟส 2 มูลค่า 5.6 พันล้านบาทอยู่ระหว่างเขียนแบบเปิดซองผู้รับเหมา คาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ใน ม.ค.2562

ด้าน ภญ.มุกดาวรรณ ประกอบไวทยกิจ รอง ผอ.อภ. กล่าวว่า เราพยายามมานานกว่า 16 ปีสามารถพัฒนายาตัวนี้ซึ่งมีคุณภาพเทียบเท่ายาต้นแบบ และดำเนินการจนผ่านมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ซึ่งมีการตรวจรับรองที่ละเอียดมาก ต้องส่งเอกสารข้อมูลกว่า 5 ลังมีผู้เชี่ยงชาญระดับโลกจำนวนมากมาอ่าน และให้ความเห็นตำรับยา ทั้งยังมาตรวจคุณภาพที่โรงงาน ในที่สุดก็ได้รับการรับรอง ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาดี มีคุณภาพ จากเมื่อก่อนที่ยังไม่สามารถผลิตได้เอง ทำให้ราคาสูงขวดละกว่า 1 พันบาท แต่ขณะนี้ผลิตได้เองราคาลดลงเหลือเพียง 180 บาทต่อขวด ทั้งนี้ หลังผ่านการรับรองแล้วเมื่อกองทุนต่างๆ จะจัดหายาจะเข้าไปดูรายชื่อบริษัทใดบ้างที่ผ่านการรับรอง ก็จะติดต่อให้ไปร่วมประมูลยา ล่าสุด อภ.ได้รับการติดต่อจากประเทศแถบทะเลแคริบเบียนให้เข้าร่วมการประมูล

เช่นเดียวก่อนหน้านี้ประเทศฟิลิปปินส์ก็ขอให้ไทยเข้าไปขึ้นทะเบียนยาเพราะมีความเชื่อมั่นในคุณภาพยาของไทย ดังนั้น จึงอยู่ระหว่างดำเนินการซึ่งจะมีมูลค่าสั่งซื้อประมาณ 3 แสนกว่าขวด หรือราว 51 ล้านบาท

นอกจากนี้ การผ่านการรับรองยังช่วยให้ยาเอฟฟาไวเรนซ์ของ อภ.สามาถขึ้นทะเบียนได้รวดเร็วขึ้น ไม่ต้องผ่านกระบวนการ อย.ปกติของแต่ละประเทศ เพราะใช้ข้อมูลการรับรองขององค์การอนามัยโลกได้เลย และตอนนี้ได้ส่งยาต้านไวรัสจีพีโอเวียร์ (GPO-VIR T) ซึ่งเป็นสูตรรวม กินแค่เม็ดเดียว ไปขอการรับรองจากองค์การอนามัยโลกเช่นเดียวกัน คาดว่าอีก 2 ปีจะทราบผล แต่มั่นใจว่าน่าจะสามารถผ่านได้ และอนาคตยังเตรียมส่งยาต้านวัณโรค และยามาลาเรียเข้าสู่การรับรองด้วย

การได้รับการรับรองมาตรฐานครั้งนี้ทำให้เปิดโอกาสที่ อภ.จะได้จำหน่ายยาได้มากขึ้น เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมาก ซึ่งยืนยันว่ากำลังการผลิตของเราเพียงพอต่อการใช้ในประเทศและส่งออก โดยในการผลิตปี 2561 สามารถผลิตยาเอฟฟาไวเรนซ์ได้ 42 ล้านเม็ด คิดเป็น 2.5% ของกำลังการผลิตยาในโรงงานนี้ทั้งหมด 4 พันล้านเม็ด และยังมีการเตรียมขยายโรงงานผลิตเฟส 2 อีก