"ผมเจ็บมาเยอะ" บทเรียนชีวิต สมจิตร จงจอหอ

  • วันที่ 01 ต.ค. 2561 เวลา 18:05 น.

"ผมเจ็บมาเยอะ" บทเรียนชีวิต สมจิตร จงจอหอ

เปิดบทเรียนชีวิตยอดนักชกฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิก "สมจิตร จงจอหอ" เมื่อความล้มเหลวเป็นแรงผลักดันสู่ความสำเร็จ และการจัดการกับ "เงิน" ที่ถาโถมเข้ามา

-------------------------------

โดย...วรรณโชค ไชยสะอาด

เมื่อปี 2004 เขานั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ในมุมห้องพัก หลังความพ่ายแพ้ในโอลิมปิกเกมส์ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ เเละนอนไม่หลับอีกหลายคืน กว่าจะกลับมาปลุกไฟในตัวเองให้ลุกขึ้นสู้ได้อีกครั้ง

"ร้องไห้ฮือๆ เลย ต่อยแมตท์ที่สองแพ้ เจ็บปวดมาก น้อยใจตัวเอง ทำไมวะ ทำไมกูถึงแพ้ อายุ 29 ปีแล้ว กูต้องรออีก 4 ปี แล้วอีก 4 ปี กูจะคัดติดไหม คัดติดแล้วจะได้เหรียญไหม" สมจิตรย้อนถึงความล้มเหลว ก่อนที่อีก 4 ปีถัดมาเขาจะแก้ตัวได้สำเร็จ ประกาศศักดาคว้าเหรียญทองได้อย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงปักกิ่ง พร้อมรับเงินรางวัลสะสมรวมกว่า 20 ล้านบาท

ที่ผ่านมาปรากฎข่าวนักมวยมีปัญหาเรื่องเงินให้เห็นบ่อยครั้ง แต่ไม่ใช่กับผู้ชายคนนี้ เมื่อความจนในวัยเด็กเป็นภาพติดตาเกินกว่าจะพาชีวิตกลับไปหาอีกครั้ง เจ้าของฉายาเจ็บมาเยอะเป็นตัวอย่างของนักกีฬามากพรแสวงและมีวิธีเผชิญหน้ากับความสำเร็จและเงินตราที่หลั่งไหลเข้ามาได้เป็นอย่างดี

เข้าสู่วงการมวยได้อย่างไร

ผมอยากได้ของเล่น บ้านมีพี่น้อง 7 คน ผมเป็นคนเล็ก อยากได้ปืนแก๊ปกระบอกหนึ่ง แม่ไม่มีเงินให้ เลยให้พี่ชายพาไปเปรียบมวยในงานวัด ก็ได้ต่อยเย็นนั้นเลย ชนะได้มาร้อยนึง ผมเอาเงินนั้นแหละมาซื้อปืนแก๊ป อายุ 8 ขวบเดินใส่ลูกปืนยิง ปัง ปัง ปัง คิดในใจ ต่อยมวยได้ตังค์นี่หว่า ได้ของเล่นที่อยากได้ เหลือเงินให้แม่ด้วย เอาวะ ปืนแก๊ปกระบอกนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้อยากต่อย และไปงานวัดตลอดพอจบม.3 แม่ไม่มีเงินส่งเรียน ทรัพย์สินที่บ้านไปหมดแล้ว เพราะพ่อติดการพนันหนัก เลยขอแม่ไปต่อยมวยที่ชลบุรี เพื่อนที่เรียนจบ ป.6 มาด้วยกัน มันชวนไปอยู่ด้วย ไปต่อยมวยไทยเป็นอาชีพจริงจัง ใช้ชื่อ "ศิลาชัย ว.ปรีชา" เป็นนักมวยระดับกลางๆ ค่าตัว 6 หมื่นบาท พอมีชื่อในระดับหนึ่ง ผมส่งเงินให้แม่เรื่อยๆ เอาไปซื้อปุ๊ย ซื้อยา ทำนา ภูมิใจที่ช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวได้

ชีวิตช่วงนั้นเป็นอย่างไร

เป็นหมาล่าเนื้อ ได้มาก็ใช้ไป เดือนหน้าก็ชกอีก เป็นเรื่องปกติของนักมวย เราไม่มีการศึกษา ไม่มีการวางแผนใช้เงิน รายได้ก็ไม่ได้เยอะแต่มีภาระมาก ผมค่าตัว 5-6 หมื่นอยู่ระดับกลางๆ ต่อยเดือนละครั้ง ได้ 3 หมื่นหักคนละครึ่งกับหัวหน้า ให้พ่อแม่ 2 หมื่น เราเหลือ 1 หมื่น ใช้จ่ายไปเรื่อย ไม่มีเงินเก็บ เป็นวิถีของวิถีหมาล่าเนื้อ วันไหนหาได้ก็มีความสุข วันใดเคี้ยวเล็บผุกร่อนก็ไม่สามารถล่าเนื้อได้

แล้วมาชกมวยสากลฯ ตอนไหน

อายุ 21 ปี เริ่มชกแพ้บ่อย เลยตัดสินใจเลิกชกไปเลย ออกไปทำงานอยู่ร้านซักรีดกับพี่สาว รีดผ้าอยู่เห็นทีวีประกาศขอเชิญผู้ชายอายุตั้งแต่ 18 แต่ไม่เกิน 25 ปี เข้าร่วมการแข่งขันมวยชิงแชมป์แห่งประเทศไทยเพื่อคัดตัวเป็นทีมชาติ เราก็เอาเว้ย ลองวะ ไปสมัครที่สมาคมฯ อีกสองเดือนกว่าจะมีการชก ผมไปขอซ้อมที่ค่ายมวยคลองเตย ถึงเวลาขึ้นชก ไฟท์แรกชนะ ไฟท์สองแพ้สมรถ คำสิงห์ พี่ชายสมรักษ์ คำสิงห์ ก็คิดว่าจบแล้วชีวิตนักมวย แต่เผอิญไปเข้าตา พล.อ.ทวีป จันทรโรจน์ (นายกสมาคมมวยสากลสมัครเล่นฯ) เขาติดต่อให้ไปชกให้ทหารบก เราก็เอา บรรจุให้เป็นทหาร พลอาสาสมัครรับเงินเดือนละ 4,100 บาท ต่อยมวยให้กองทัพ ได้เหรียญทองเรื่อยมา สุดท้ายก็เลยติดทีมชาติชุดซี ถ้าเขาไม่เอาผมตอนนั้น อาจจะนั่งดมถุงกาวอยู่แถวคลองเตยแล้ว

ความสำเร็จครั้งแรกในฐานะทีมชาติ

เหรียญทองซีเกมส์ ปี 2542 ที่ประเทศบรูไน ผมเป็นตัวสำรองมาตลอด ติดทีมซี แต่เผอิญตอนนั้นทีมเอเขาไปเก็บตัวที่อเมริกา เพื่อเตรียมไปแข่งโอลิมปิก เราเลยได้โอกาสขยับไปต่อยซีเกมส์แทน ถ้าเขาอยู่เราไม่ได้ชกหรอก เหมือนเป็นตัวขัดลำ ตอนนั้นอายุ 22 ปี ไปครั้งแรกได้แชมป์เลย ได้เงินประมาณ 2 แสนบาท ดีใจมากต่อยในนามทีมชาติได้เงินรางวัล หลังจากนั้นก็ได้แชมป์ซีเกมส์ติดต่อกัน 5 สมัย

ความล้มเหลวในโอลิมปิกปี 2004 ที่กรุงเอเธนส์ เป็นยังไง

ร้องไห้ฮือๆ เลย ต่อยแมตท์แรกชนะ แมตท์ที่สองแพ้ เจ็บปวดมาก ตกรอบแล้วต้องอยู่ต่อที่นั่นอีก 7 วัน ระหว่างนั้นสมองฟุ้งซ่าน จิตตก คิดมากน้อยใจตัวเอง ทำไมวะ ทำไมกูถึงแพ้ อายุ 29 ปีแล้ว กูต้องรออีก 4 ปี แล้วอีก 4 ปี กูจะคัดติดไหม คัดติดแล้วจะได้เหรียญไหม

มนัส บุญจำนงค์ , วรพจน์ เพชรขุ้ม , สุริยา ปราสาทหินพิมาย พวกนี้รุ่นน้องผมหมด อายุห่างจากเราเกือบ 10 ปี แต่น้องมันประสบความสำเร็จ ก่อนไปเราเป็นตัวเต็ง แต่ขากลับภาพบรรยากาศที่สนามบิน ไม่มีใครแม้แต่จะต้อนรับเรา ทุกคนมีที่ยืนบนเวที ทีมงานจัดแจง เหรียญทอง เหรียญเงินอยู่ด้านหน้านะครับ คนไม่ได้เหรียญอยู่ด้านหลังนะครับ เราก็ขึ้นตามเขาไป สักพักพวกเจ้าหน้าที่สมาคมดึงแขนเรา บอก ไปๆ ไม่ต้องยืนหรอก ออกไป ออกไป ลองคิดดูดิ ความรู้สึก แพ้มาแล้วมาโดนอย่างนี้อีก แม่งแบบ พูดไม่ออกอ่ะ ไม่แค้นนะ แต่จุกในใจ รู้สึกเดียวดายมาก เหมือนเป็นอากาศไม่มีตัวตน เดินร้องไห้ที่สนามบินเลย คิดในใจทำไมชีวิตกูแย่ ร้องไห้อยู่ 3 เดือน ระหว่างนั้นก็เดินสายไปกับทีม ไปราชบุรีบ้านของมนัส บุญจำนงค์ ไปถึงเขาขึ้นเวทีไปรับเหรียญทอง ส่วนเราได้แค่โอ่งมังกร

คิดจะเลิกชกมวยไปเลย

หลังจากนั้น 3 เดือน สมาคมฯ เรียกไปเก็บตัว ปี 2005 คิดหนักเอาไงดีวะ จะต่อยหรือจะเลิก ถ้าไม่ต่อยกูจะมีเงินหรือเปล่า ถ้าเลิกก็เป็นโค้ชได้เบี้ยเลี้ยงวันละ 300 บาท สุดท้ายเอาวะ ต่อยก็แล้วกัน ปีหน้าก็ซีเกมส์แล้ว ได้อีก 2 แสนแน่ๆ คิดว่ากูยังมีหนทางนี่หว่า

จากนั้นได้แชมป์ซีเกมส์ แชมป์มวยทหารโลกที่แอฟริกา แล้วก็รองแชมป์เอเชียนเกมส์ เหมือนเรามองไปที่ละช็อต จนได้เวลาแก้ตัวในโอลิมปิกที่ปักกิ่ง

สุดท้ายก็คว้าเหรียญทองได้สำเร็จ

ตอนนั้นพอใกล้ถึงเวลาเริ่มกลัว คิดในใจต้องทำอะไรวะ ถ้าไปเหมือนเดิมกูแพ้อีกจบเลย ยังหลอนอยู่ สุดท้ายฟิตร่างกายอย่างเต็มที่ ระหว่างไปเก็บตัวต่างประเทศก็ได้ซ้อมกับพวกรุ่นเดียวกันจากชาติอื่น ชนะเขาหมดเลย เราเริ่มมั่นใจ รู้แล้วจะเอาชนะพวกมึงอย่างไร คิดในใจคนเดียวว่า รอบนี้มีเหรียญแน่ๆ

ผมพอใจมากกับแต่ละแมตช์ที่ต่อย รู้สึกคุ้มค่ากับสิ่งที่ฝึกซ้อมมาตลอด 4 ปี ผมกล้าการันตีเลยว่าผมมืออาชีพมากในการฝึกซ้อม จะต่อยพรุ่งนี้ วันนี้เอาเทปมาดู ดูเสร็จหลับตานึกถึงตัวเองตอนอยู่บนเวที คู่ต่อสู้ขยับเข้าหาเรายังไง สู้ด้วยความคิด สุดท้ายลืมตา ก่อนปิดสวิตช์นอน เชื่อไหมภาพมันจะกลับมาตอนเราขึ้นเวทีจริง เพราะเราคิดวางแผนล่วงหน้าเอาไว้แล้ว มันจะรู้สึกผ่อนคลาย มีสมาธิ และทำให้กล้ามเนื้อพร้อมใช้งาน

เมื่อปี 2004 นั่งเก้าอี้ก่อนขึ้นเวที คิดอย่างเดียว ต้องชนะให้ได้ แพ้ไม่ได้ นี่คือคิดผิด ถึงเวลาขึ้นเวทีเกร็งเลย แต่อีก 4 ปีต่อมา นั่งเก้าอี้ตัวเดิม คิดเลยว่า เดี๋ยวกูจะขึ้นไปโชว์ ออกหมัดสวยๆ ฟุตเวิร์คสวยๆ ให้คนไทยได้ดู ว่ากูนี่สุดยอด

เป็นนักมวยที่แก่ที่สุดที่ได้แชมป์

33 ปี 7 เดือน เป็นเรคคอร์ดของโอลิมปิกเลย นักมวยที่แก่ที่สุดที่ได้เหรียญทอง

อะไรทำให้เราเป็นแชมป์

ประสบการณ์นะ ความแก่ของผมมันมีประสบการณ์ที่ทำให้เราได้นั่งคิด ไตร่ตรอง ฝึกตัวเองใหม่จนทำปีนั้นผมแข็งแกร่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นพละกำลัง ร่างกาย หัวใจ วิธีคิด สมาธิ ประสบการณ์มันสะสมความเจ็บปวด ความปวดร้าว ความพ่ายแพ้มาตลอดและมันมาสำเร็จในปี 2008 ทุกอย่างมันเพอร์เฟคมากในการต่อย เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่า ความพ่ายแพ้เป็นประสบการณ์ที่ดีถ้าเราไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค และนำไปสู่ความสำเร็จได้

อีกเรื่องคือพรแสวง ผมไม่ใช่คนที่โดดเด่น ไม่มีพรสวรรค์ติดตัวมาเลย วิจารณ์ พลฤทธิ์ ต่อยมวยสากลไม่เกิน 20 ครั้ง ไปต่อยโอลิมปิกได้เหรียญทองเลย สมรักษ์ คำสิงห์ พรสวรรค์สูง ประสบการณ์สุดยอด เขาเก่งมาก อ่านขาดทุกอย่าง มนัส บุญจำนง เหมือนกันนี่ก็เก่งมาก มีพรสวรรค์

ผมเองไม่มีพรสวรรค์ โอลิมปิกครั้งที่สอง ผมเรียนรู้ศึกษาว่าเราแพ้เพราะอะไร เราไปดูจนรู้ว่าจุดอ่อนเราอยู่ตรงไหน แล้วปรับเปลี่ยนตัวเอง พัฒนาจนเข้าใจว่า เออ ต่อยมวยมันแบบนี้นี่หว่า โจมตีต้องแบบนี้ หลบแบบนี้ จนท่องแท้ เอาประสบการณ์ความผิดพลาดที่ผ่านมา รวมกันจนทำให้วันนั้นชกได้อย่างเด็ดขาด ผมทำการบ้าน ซ้อมหนักเพราะรู้ว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์ติดตัว ความคิด จิตวิทยา วิทยาศาสตร์การกีฬา เวทเทรนนิ่ง โภชนาการ พวกนี้สำคัญมาก มันทำให้ความเก่งของเราเฉียบคมมากขึ้น

เป็นแชมป์โอลิมปิกได้เงินเท่าไหร่

ประมาณ 20 ล้านบาท (ยิ้ม) ผมกล้าการันตีเลยนะครับว่าได้เงินน้อยที่สุดในบรรดานักชกเหรียญทองโอลิมปิก ผมมาถึงปุ๊ปรัฐบาลมีปัญหา มีการชุมนุมประท้วง ยึดสนามบิน ต้องไปจัดเลี้ยงที่กรมอู่ทหารเรือ มันเป็นเหตุบ้านการเมือง ทำให้ผมได้เงินน้อยที่สุด เราก็ไม่ได้เสียใจ เพียงแต่เสียดายโอกาส ที่เราอุตสาห์นำความสุขมาให้คนไทยทั้งประเทศแต่ดันเกิดขึ้นในช่วงที่บ้านเมืองมีปัญหา ถือว่าตามดวง ตามวาสนาของเราไป ก็นอนร้องไห้นะ ทำไมวาสนาเราไม่เหมือนคนอื่น ไม่ได้เข้าเฝ้าในหลวง ไม่ได้ได้เงินเยอะๆ ยุคผมมาไม่กี่วันก็เงียบหมดแล้ว

ยุคอื่นเดินสายรับรางวัลกันเป็นเดือน

โอ้โห ยาวมาก ผมนี่ร่วมเดินสายกับเขามาตลอดทุกโอลิมปิกเลย สมรักษ์ผมก็ไปเดินสายกับเขา วิจารณ์ก็ไปกับเขา มนัสก็ไปกับเขา เดินสายเดือนสองเดือน ของผมนี่ 3 อาทิตย์แยกย้ายบ้านใครบ้านมัน การเมืองกลบหมดทุกอย่าง แต่เอาน่า เราก็ภูมิใจแหละ ได้ทำสำเร็จในสิ่งที่เราตั้งใจและทำให้คนไทยมีรอยยิ้มในช่วงเวลาวิกฤติของบ้านเมืองด้วย

ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

เรื่องเงินมันไม่เปลี่ยนชีวิตผมนะ เพราะว่าผมได้มาตลอด ซีเกมส์ได้ 2 แสน เอเชียนเกมส์ได้ 3-4 ล้าน อยู่แบบสบายๆ พอมีโอลิมปิก 20 ล้านผมก็ยังอยู่เหมือนซีเกมส์ สิ่งที่เปลี่ยนไปคือการได้รับโอกาสจากสังคม เห็นได้ชัดเลย เราเป็นกระบอกเสียงให้กับสังคมได้มากขึ้น คนให้โอกาสเรามากขึ้น ให้ไปออกรายการ เป็นดารา เป็นพิธีกร ผมรู้สึกว่า พอเราประสบความสำเร็จในโอลิมปิก มันเป็นอย่างนี้นี่เอง เรามีโอกาสทางสังคมมากขึ้นกว่าเดิม

มีวิธีการจัดการเรื่องเงินยังไง

ผมได้เงินรางวัลมาเรื่อย และเก็บมาตลอด เราเป็นคนครอบครัวใหญ่นอกจากครอบครัวตัวเองแล้วยังมีครอบครัวภรรยา ครอบครัวของพ่อแม่พี่น้อง ผมก็ได้จุนเจือช่วยเหลือ บางครั้งขัดสนแต่ยังมีเบี้ยเลี้ยง ยังมีเงินเดือนทหาร พอถึงเทศกาลซีเกมส์ ผมก็ได้เงินรางวัล มันก็ทำให้เรามีรายได้เข้ามาเรื่อยๆ

ผมวางแผนด้านการเงินเสมอ ได้มา 10 บาทเก็บ 3 บาท เรามีรากเหง้าของความลำบากอยู่แล้ว เป็นลูกชาวนาเห็นความลำบากของพ่อแม่พี่น้องมาตลอด พอมีโอกาสวันหนึ่งที่เรามีเงิน เราก็ต้องเก็บออมเอาไว้เพื่ออนาคต

สิ่งที่เข้ามาถ้าเราตั้งรับไม่ดีมันก็จะหมดไป นักมวยญาติพี่น้องเยอะ ผมเชื่อว่านักมวยทุกคนเป็นคนกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ แต่อย่างที่บอกว่าผมเคยลำบากมาเยอะ ผมรู้สึกว่าเงินก้อนหนึ่ง ถ้าเราซื้อปลาให้ญาติ วันเดียวเขาก็กินหมด ผมก็เลยซื้อแหให้เขาซะ เพื่อให้เขาหาปลาได้เอง แนวคิดนี้ผมจำเขามานะ พี่ชายผมไม่มีเงิน ผมถามว่าชอบทำอาชีพอะไร ทำนา ผมก็ซื้อรถไถ่ให้ จนทุกวันนี้เขายืนได้ด้วยตัวเอง ทำให้เขาอยู่ได้ เราก็ไม่ลำบาก

20 ล้านที่ได้มาเอาไปทำอะไรก่อน

อันดับแรกเลยผมซื้อที่ ฝากแบงก์ ทำประกันชีวิต ทำให้เงินอยู่เป็นก้อนไม่กระจายไปที่ไหน ไปซื้อพวกอสังหาเอาไว้ ระหว่างนั้นเราก็ทำงานไปด้วย จะนอนกินเงินเก่าของเราไม่ได้เด็ดขาด ทุกคนเกิดมาต้องทำงาน อันนี้ผมเชื่อตามคำพูดของในหลวงร.9 นะ ทุกคนเกิดมาต้องทำงาน ต้องมีความเพียร ทำงานเพื่อแลกสิ่งของที่เราอยากได้และจุนเจือครอบครัว ถ้าผมไม่ทำงาน เงินที่มีก็ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ ถ้าคุณไม่อยากลำบาก ต้องรู้จักการวางแผน เราไม่รู้อนาคต จะจนจะรวย แต่วันนี้สิ่งที่เรารู้คือ เรามีการวางแผนการจัดการเอาไว้ก่อนแล้ว

เรื่องกินเที่ยวมีไหม

พาเพื่อนไปเลี้ยงหมดไป 3-4 หมื่นก็มี แต่มันเป็นวาระ ทุกคนต้องมีเพื่อนฝูง ผมว่ากินแบบนี้ไม่หมดหรอก แต่ถ้าคุณเข้าไปยุ่งกับการพนันเมื่อไหร่ ไม่เหลือ ผมมีตัวอย่างจากพ่อผมเอง พ่อผมเนี่ยตัวเล่นเลย เคยมีเนื้อที่ 200 ไร่ มีโรงสี มีรถ 6 ล้อ รวยที่สุดในหมู่บ้าน สุดท้ายพ่อกลายเป็นคนที่จนที่สุดในหมู่บ้านเพราะเล่นการพนัน ผมจำมาตลอด สอนลูกสอนหลานการพนันทำให้ล้มเหลว พอล้มเหลวแล้วมันจะโยงไปสู่สิ่งอื่นๆ อีกมากมาย กินเที่ยวเดี๋ยวก็เหนื่อย เบื่อก็เลิกเที่ยว ไม่หมดหรอก

เงินหมดไปกับอะไรบ้าง

ชีวิตประจำวันไม่เคยเข้าเลย ร้านกาแฟแพงๆ ถ้าเพื่อนไม่เลี้ยงไม่เข้า สาบานได้ ปกติผมกินกาแฟซอง ไม่ได้แอ๊บ ผมกินแบบนี้มันเปลี่ยนวิถีสันดานตัวเองไม่ได้ เสื้อผ้าไม่ได้สนใจ แต่ผู้ชายมันมีอย่างหนึ่งคือรองเท้า ผมจะเน้นแบรนด์กีฬา เป็นนักกีฬาด้วย ใส่แล้วมันเท่ ทนดี ไปทำงานได้ด้วย ยอมรับว่าอาจจะฟุ่มเฟือยเรื่องรองเท้า แต่ซื้อแล้วใส่ยาวๆ 3-4 ปี ของอื่นๆ ก็พยายามซื้อเงินสด สิ่งสำคัญที่สุดต้องรู้กำลังของตัวเอง นักกีฬา มันมีช่วงเดียวของชีวิตเท่านั้นที่จะหาเงินได้มากๆ หลังจากเราเลิกเล่นไม่สามารถหาเงินแบบนั้นได้อีกแล้ว

ภาพจากเฟซบุ๊ก ร้อยเอกสมจิตร จงจอหอ

ไปอยู่วงการบันเทิงไม่อยากได้ของหรูหราราคาแพง นาฬิกา เสื้อผ้า เหมือนคนอื่นในวงการบ้างหรอ

ไม่มีเลย ไม่มีในสมองเลย ผมเชื่อว่ากมลสันดานของนักกีฬา ลึกๆ ไม่ค่อยอยากมีไรหรอก อย่างผมนาฬิกาก็ได้ฟรี มีน้องดาราคนหนึ่งสนิทกัน ผมถามเขาว่า นาฬิกาสวยดีราคาเท่าไหร่ มันบอก “ล้านห้า” โอ้วมึงบ้าไปแล้ว ไม่ไหวนะ ไม่ใช่ทางผมแน่นอน แต่สิ่งที่อยู่กับเรายาวๆ ได้ใช้งานมันจริงๆ แบบนั้นผมกล้าซื้อ เช่น แว่นตา ผมขับรถตลอด ต้องถนอมสายตา ซื้อแพงๆ ดีๆ ไปเลย รถยนต์ผมใช้ทุกวัน ผมลงทุนซื้อบีเอ็ม ซีรีส์5 (BMW 5 Series) ผมคิดเรื่องความแข็งแรง สมรรถนะ ขับนุ่มสบาย มีความปลอดภัย อะไรที่เสียเงินผมคิดว่ามันต้องได้ใช้อย่างคุ้มค่า

ภาพจนที่สุดในชีวิตของสมจิตรคืออะไร

“แม่ผมขอเงินไปโรงเรียนครับ” แม่ได้ยินแล้วเดินไปบ้านผู้ใหญ่บ้าน เรามองตาม แม่ไปยืมเงินเขา 10 บาท กำตังค์มาให้ โอ้โห จำถึงทุกวันนี้ มันเป็นอารมณ์แบบสงสารแม่ ครอบครัวเราลำบากขนาดนี้เลยหรอ 10 บาทไปยืมเขา แสดงว่าแม่ไม่มีสักบาทเลย

ตอนนั้นผมเรียน ม.3 รู้เรื่องแล้ว รู้สถานการณ์แล้ว แต่คิดไม่ออกว่าเราจะเดินไปทางไหน ไม่รู้จะไปทำอะไร ไม่มีโอกาสได้คิดว่าอยากเป็นอะไร ไม่มีอะไรมาจุดประกาย พอจบ ม.3 เท่านั้นแหละ แม่บอกว่าไม่มีเงิน เราระลึกได้เลย ต่อยมวย เราเคยต่อยนี่หว่า ขอแม่ไปต่อยแล้วกัน

ทุกวันนี้ทำธุรกิจอะไรอยู่บ้าง

มีร้านชาชักที่ปากช่อง 1 สาขา และบุรีรัมย์ 1 สาขา ยิมมวย 1 สาขา ผมลงทุนร่วม 10 ล้านนะ กำไรยังไม่มาเลย ยังไม่คืนทุนแต่ผมไม่เดือดร้อนหรือเป็นหนี้ แฮปปี้มากกับเงินที่ลงทุนไป สิ่งที่มันตอบแทนมา คือสิ่งที่เงิน 20 ล้านซื้อไม่ได้ ยิมมวยลงไปประมาณ 4 ล้าน ทำมาแล้ว 3 ปี ทุกเดือนไม่เคยขาดทุน กำไรคือ ภรรยามีเงินเดือน ครูมวย ลูกน้องมีเงินเดือน แม่บ้านมีเงินเดือน ทุกคนมีเงินเดือน เหลือนิดๆ หน่อยๆ เงิน 4 ล้านที่ลงทุนไป ช่างมันแต่สิ่งที่เห็นคือ เด็กๆ เล่นมวย ออกกำลังกาย ติดเกมส์ พ่อแม่เอามา อ้วน พ่อแม่เอามา เห็นรอยยิ้มเด็ก เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ มันเป็นความสุขที่เงินซื้อไม่ได้จริงๆ นี่คือกำไรสำหรับผม

ร้านชาก็เหมือนกัน ผมลงทุนไปประมาณ 1 ล้านบาท ภรรยารับเงินเดือน แม่ยายรับเงินเดือน หลานรับเงินเดือน ทุกอย่างเป็นธุรกิจครอบครัว ทุกคนมีเงินเดือนหมด ครอบครัวได้มีงานทำ ไม่ต้องอยู่เฉยๆ เอาแต่ใช้เงินเก่า

เวลาตัดสินใจทำธุรกิจ เรามองอะไรบ้าง

อันดับแรกเลยต้องถามว่าคุณถนัดไหม ไม่ถนัดยังไงก็ไม่สำเร็จ ไม่รู้เรื่องมันไม่สำเร็จแน่นอน เหมือนจะต่อยมวย ไม่รู้เรื่องก็แพ้เขา คุณต้องรู้ ลงไปทำเอง อย่างผมเนี่ย ยิมมวยผมทำเอง มีครูมวยทำ เช็กปัญหาตลอด ร้านชาเหมือนกัน เจ้าของแบรนด์เป็นเพื่อนผมมากกว่า 10 ปี ผมมั่นใจและรู้ว่าชาของผมมีคุณภาพ หอมเข้มข้น โรตีเหมือนกัน ร้านผมทำอร่อย ไม่มีคู่แข่งในพื้นที่ ผมมองว่าธุรกิจนี้ปลอดภัยและมีโอกาสเติบโต

ภาพจาก Somjit GYM.

ทุกวันนี้ชีวิตได้เหมือนดั่งที่คิดไว้ไหม

หลังจากเลิกชกมวย ผมคิดว่าผมมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่นะ หนึ่งรับราชการ สองมีโอกาสด้านสังคม ด้านบันเทิง เงินมากบ้าง น้อยบ้าง แต่ผมมีโอกาสได้ตอบแทนสังคม ผมได้เป็นวิทยากร ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มอบอุปกรณ์กีฬาให้ 200 กว่าโรงเรียนด้วยเงินส่วนตัวกับเพื่อน นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่า เราได้ตอบแทนกลับสู่สังคม หลังจากสังคมให้โอกาสเรา ผมตั้งปณิธานว่าจะทำไปเรื่อยๆ กระทั่งตายไปจากแผ่นดินนี้

ขอฝากถึงนักกีฬาทุกคน จงจำไว้เสมอว่า เราเหมือนหมาล่าเนื้อ ในวันที่คุณมีแรงเล่นกีฬาให้กับสโมสรหรือทีมชาติ คุณจงจำเสมอว่า มันมีวันอวสานอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นคุณต้องวางแผนให้ดีว่าเงินที่ได้มาคุณจะทำอะไร ถ้านึกไม่ออกก็เก็บเงินไว้ในที่ปลอดภัยอย่างแบงก์ แล้วค่อยๆ คิด รู้จักสำรองเอาไว้ให้กับความผิดพลาดและความเสี่ยงด้วย.

ข่าวอื่นๆ