คุก 8 ปี "เบนซ์ เรซซิ่ง" คดีสมคบฟอกเงิน ยกฟ้องค้ายา

  • วันที่ 07 ก.ย. 2561 เวลา 11:23 น.

คุก 8 ปี "เบนซ์ เรซซิ่ง" คดีสมคบฟอกเงิน ยกฟ้องค้ายา

ศาลอาญาพิพากษา จำคุก "เบนซ์ เรซซิ่ง" 8 ปี คดีสมคบฟอกเงิน ยกฟ้องคดีค้ายา  พวกอีก 2 คน โดนคนละ24ปี ปรับ 4 แสนบาท

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 7 ก.ย. ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นัดฟังคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการคดียาเสพติด 10 เป็นโจทก์ ฟ้องนายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือเบนซ์ เรซซิ่ง นายสรรเสริญ รสานนท์ หรือเน็ต และ น.ส.อังสุพร อินา หรืออุ้ม ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 พ.ร.บ.มาตรการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 จากกรณีเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2559 - 2 กุมภาพันธ์ 2560 ต่อเนื่องกัน จำเลยทั้ง 3 คน  สมคบวางแผนโดยแบ่งหน้าที่กันในการจัดหา ลำเลียงยาบ้า 140,000 เม็ด ไอซ์ 19 กก. ส่งให้ลูกค้าและเครือข่าย รวมทั้งจัดการด้านการเงินซื้อ-ขายยาเสพติด โดยจำเลยทั้ง 3 คน เปิดบัญชีธนาคารฝาก-ถอน โอนเงิน กับ นายณัฐพล หรือ บอย นาคคำ ที่ศาลพิพากษาลงโทษไปแล้ว ก่อนหน้านี้ 

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานในการนำสืบของโจทก์ จำเลยแล้วเห็นว่า ทางนำสืบของ โจทก์ยังไม่ชี้ให้ศาลเห็นว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นกับ นายณัฐพล นาคคำ ในการสนับสนุนเรื่องยาเสพติด จึงยังมีข้อสงสัยว่า เบนซ์ เรซซิ่ง จำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่ แต่ศาลเชื่อว่า จำเลยที่ 1 รู้จักกับ นายณัฐพล นาคคำ น่าจะรู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องของการเปิดเว็บรับแทงพนันบอล ส่วนประเด็นเรื่องของการสมคบฟอกเงินเห็นว่า การทำธุรกรรมทางการเงินระหว่าง จำเลยที่ 1 กับนายณัฐพล มีการยืมเงินจำนวนมาก แต่ไม่ทำสัญญา และโอนเงินคืนผ่านบัญชีผู้อื่น อีกทั้งรายได้ของจำเลยที่ 1 ไม่สมเหตุสมผลกับจำนวนเงินและทรัพย์สินที่ครอบครองเชื่อว่า ทรัพย์สินดังกล่าว เป็นของนายณัฐพล จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกันสมคบฟอกเงิน ส่วนจำเลยที่ 2-3 มีหลักฐานว่า มีส่วนสนับสนุน นายณัฐพลในการสมคบค้ายาเสพติด และฟอกเงิน

พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานฟอกเงินให้จำคุก 8 ปี ส่วนจำเลยที่ 2-3 มีความผิดฐานสนับสนุนค้ายาเสพติด สั่งจำคุกคนละ 20 ปี ปรับ 4 แสนบาท และ ความผิดฐานสมคบ ฟอกเงินสั่งจำคุกคนละ 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหานี้ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 4 ปี ในข้อหาสมคบฟอกเงิน รวมโทษจำคุกจำเลยที่ 2-3 คนละ 24 ปี ปรับคนละ 4 แสนบาท

ต่อมาเวลาประมาณ 16.25 น. ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้นายอัครกิตติ์ จำเลยที่ 1 ประกันตัวไป โดยตีราคาประกัน 1 ล้านบาท พร้อมกำหนดให้ติดกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) กับจำเลยด้วย และห้ามมิให้จำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

ขณะที่มารดาของนายอัครกิตติ์ เปิดเผยหลังทราบคำสั่งศาลว่าดีใจมาก รอมานานกว่า 1 ปี และสู้คดีมาโดยตลอด พร้อมยกมือท่วมหัว ส่วนญาติที่มาให้กำลังใจก็แสดงความดีใจเช่นกัน

โดยต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ติดกำไล EM ที่ข้อเท้าให้แก่จำเลยตามคำสั่งศาล และเมื่อศาลมีคำสั่งปล่อยชั่วคราวแล้ว ศาลก็ได้ออกหมายปล่อยจำเลยพร้อมส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ปฏิบัติตามขั้นตอนปล่อยตัว โดยต้องปล่อยตัวที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ย่านคลองเปรม ภายในวันนี้ (7 ก.ย.) เวลาประมาณ 20.00 น. ส่วนนายสรรเสริญกับ น.ส.อังสุพร จำเลยที่ 2-3 นั้น ไม่ได้มีการยื่นประกันตัวเข้ามา ต้องถูกคุมขังรับโทษตามคำพิพากษาต่อไป 

 

ข่าวอื่นๆ