เจ้าของห้องซุกอาร์พีจีปัดไม่เกี่ยวเสื้อแดง

วันที่ 13 ต.ค. 2553 เวลา 20:21 น.
ตำรวจชุมพรพาเจ้าของห้องซุกอาร์พีจีข้างเพื่อไทยส่งให้ สน.บางรัก หลังเข้ามอบตัวคืนวานนี้ ยอมรับเคยเป็นรปภ.พรรคเพื่อไทยและเช่าห้องพักจริง แต่ไม่รู้เห็นเรื่องอาวุธ และไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมเสื้อแดง

เมื่อเวลา 17.00 น. ที่สน.บางรัก พล.ต.ต.สุเมธ เรืองสัวสดิ์ รองผบช.น. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ได้เดินทางมารับมอบตัว นายสุขสันต์ หรือปอนด์ รังวิเรนทร์ อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 54 หมู่9 9ต.ศรีวิชัย อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ จ.800/2553 ลงวันที่ 9 ต.ค. ในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ ภายหลังจากที่ผู้ต้องหาพร้อมด้วยนางสำลี คะสา อายุ 40 ปี เดินทางเข้ามอบตัวกับ พล.ต.ต.สมชาย อ่วมถนอม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร เมื่อวานที่ผ่านมา ก่อนจะมีการส่งตัวกลับเข้ามาในกรุงเทพมหานครและนำตัวมาสอบสวนที่สน.บางรัก ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

พล.ต.ต.สุเมธ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.บางรัก ได้ตรวจค้นพบเครื่องยิงระเบิดอาร์พีจี จำนวน 1 เครื่อง ลูกกระสุนอาร์พีจี 4 ลูก และกระสุนปืนอาก้าอีกจำนวน 750 นัด ซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายในห้องเช่าเลขที่556/49 ซอยกิจพานิช ถนนพระราม 4 ซึ่งต่อมาภายหลังจากการสอบปากคำเจ้าของห้องเช่าและพยานพบว่าผู้ต้องหาเป็นเจ้าของห้องพัก แต่ได้ย้ายออกไปนานแล้ว เจ้าหน้าที่จึงทำการออกหมายจับ จนกระทั่งผู้ต้องหาเข้ามอบตัวที่จ.ชุมพร

เบื้องต้นจากการสอบสวนผู้ต้องหาได้ให้การปฏิเสธ โดยบอกว่าอาวุธที่พบไม่ใช่ของตัวเอง เนื่องจากได้ออกมาจากห้องพักดังกล่าวตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมาแล้ว แต่ยอมรับว่าเคยทำงานเป็นรปภ.ของพรรคเพื่อไทยในช่วงเดือน ม.ค.- พ.ค.53 เพราะบริษัทกัส ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยได้ส่งผู้ต้องหามาทำงานที่พรรคดังกล่าว แต่เมื่อทราบว่าจะต้องถูกย้ายไปประจำอยู่บริเวณลานจอดรถแยกราชประสงค์ก็ลาออกและรีบย้ายออกจากห้องพักทันที เพราะกลัวว่าจะได้รับอันตรายจาเหตุการณ์ชุมนุม ก่อนจะเดินทางกลับไปเยี่ยมพ่อซึ่งกำลังป่วยที่จังหวัดชุมพร

พล.ต.ต.สุเมธ กล่าวอีกว่า จากการสอบสวนและดูจากหลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุพบว่าผู้ต้องหารีบร้อนย้ายออกไปอย่างผิดปกติ ของใช้ส่วนตัวหลายอย่างก็ไม่ได้เอาติดตัวไปด้วย อีกทั้งหลังจากที่ผู้ต้องหาย้ายออกไปแล้ว ก็ไม่มีใครเข้ามาพักต่อหรือเข้าออกห้องดังกล่าวอีกเลย จนกระทั้งเจ้าของห้องเช่าต้องหารจะเข้าไปทำความสะอาด เพื่อให้ผู้เช่าคนใหม่ย้ายเข้ามาอยู่ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์ในการตรวจสอบได้ โดยให้เจ้าหน้าที่กองพิสูน์หลักฐานตรวจดีเอ็นเอและลายนิ้มือแฝง ซึ่งไม่นานน่าจะรู้ผล

นอกจากนี้ผู้ต้องหายังให้การว่าไม่เคยไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง มีแต่คนที่เคยพักอยู่ด้วยกันเท่านั้นที่ไปและเป็นพ่อครัวทำอาหารตอนที่มีการชุมนุมด้วย ซึ่งภายหลังก็แยกไปอยู่ห้องอื่น หลังจากนี้จะนำตัวผู้ต้องหาไปทำประวัติพิมพ์ลายนิ้วมือ ก่อนจะนำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ในวันที่13 ต.ค.ต่อไป

ด้านนางสำลี มาดาของผู้ต้องหาให้การว่า ลูกชายได้มาเช่าห้องที่เกิดเหตุจริง แต่ก็ออกจากห้องพักเมื่อครั้งที่ ศอฉ.มีการประกาศให้ออกจากพื้นที่การชุมนุมและใกล้เคียง จากนั้นได้เดินทางกลับบ้านที่จังหวัดสกลนคร และเดินทางกลับเข้ามาทำงานที่กรุงเทพอีกครั้ง แต่พักอยู่กับน้า ไม่ได้กลับไปที่ห้องดังกล่าวอีกเลย จนกระทั่งลูกชายทราบข่าวว่าพ่อป่วยจึงเดินทางไปที่จ.ชุมพร เพื่อเยี่ยมอาการ เมื่อรู้ว่าถูกอกหมายจับจึงได้มาบอกกับตนเพื่อให้พาเข้ามอบตัว ซึ่งตนเชื่อว่าลูกชายไม่ใช่เจ้าของอาวุธดังกล่าวและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุความไม่สงบแต่อย่างใด