เหยื่อ"น้ำมนต์"แจ้งความเพิ่มอีกรายจี้เอาผิดพ่อแม่ด้วย

  • วันที่ 11 ก.ย. 2560 เวลา 20:01 น.

เหยื่อ"น้ำมนต์"แจ้งความเพิ่มอีกรายจี้เอาผิดพ่อแม่ด้วย

ทนายสงกานต์พาเหยื่อ "น้ำมนต์" เข้าแจ้งความเพิ่มอีกราย จี้เอาผิดพ่อแม่ด้วย เผยคบกันได้สามเดือน ฝ่ายหญิงชวนแต่งงาน-ลงทุนทำธุรกิจค้าผลไม้

เมื่อวันที่ 11 ก.ย. นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และทนายความ พา นายปรเมศร์ นะโส อายุ 36 ปี เหยื่อรายที่ 5 ของ น.ส.จริยาภรณ์ หรือน้ำมนต์ บัวใหญ่ อายุ 32 ปี ชาวจังหวัดเลย ที่ถูกหลอกลวงสินสอดเพื่อแต่งงานเข้าพบ  พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บังคับการกองปราบปราม (รองผบก.ป.) เพื่อแจ้งความดำเนินกับ น.ส.จริยาภรณ์ ที่ถูกตำรวจกองปราบฯ จับกุมได้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมทั้งให้ดำเนินคดีกับพ่อแม่ของ น.ส.จริยาภรณ์ ด้วย

นายปรเมศร์ กล่าวว่า ช่วงที่ได้รู้จักกับ น.ส.จริยาภรณ์ ผ่านทางเฟซบุ๊ก ตนยังทำงานอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง โดยได้พูดคุยติดต่อกันเรื่อยมานับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 ก่อนที่ น.ส.จริยาภรณ์ จะมาหาตนที่ จ.ชลบุรี และคบหากันประมาณ 3 เดือน ก็ถูกชักชวนให้ลงทุนทำธุรกิจค้าผลไม้ โดยมีการเดินทางไปดูสวนผลไม้ที่ จ.น่าน จากนั้น น.ส.จริยาภรณ์ ก็พูดถึงเรื่องแต่งงาน โดยเรียกสินสอด เป็นเงิน 4 แสนบาท และทองคำน้ำหนัก 3 บาท ต่อมา น.ส.จริยาภรณ์ ได้พาตนไปหาพ่อแม่ของเธอที่บ้านพักย่านคลองสาม ถนนรังสิต-นครนายก จ.ปทุมธานี เกี่ยวกับการจัดงานแต่งงานกัน

นายปรเมศร์ กล่าวต่อว่า ในระหว่างที่ตนได้เตรียมหาเงินเพื่อมาให้สินสอด ซึ่งหามาได้แล้วเป็นจำนวน 2.5 แสนบาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารไปให้ ส่วนกำหนดงานแต่งงานนั้นมีขึ้นในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ที่สุดก็ไม่ได้แต่งงานกัน เนื่องจาก น.ส.จริยาภรณ์ ได้คบหาอยู่กับชายอื่น และตัดสินใจแต่งงานด้วย เป็นเพราะตนหาสินสอดมาได้ไม่ครบ 4 แสนบาท หลังจากนั้นพยายามติดตามตัวเพื่อของเงินคืนก็ติดต่อ น.ส.จริยาภรณ์ ไม่ได้อีกเลย

ด้าน นายสงกานต์ กล่าวว่า การใช้บัตรประชาชนของ น.ส.สร้อยเพ็ชร พาลีวัลย์ และใช้ในการเปิดบัญชีธนาคารนั้น น.ส.สร้อยเพชร อาจจะร่วมขบวนการกระทำความผิดด้วย เพราะการตรวจสอบของตำรวจกองปราบปรามพบว่า น.ส.สร้อยเพชร มีการแจ้งความบัตรหาย และมีการเปลี่ยนบัตรประชาชนทุกปี ไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง และพบว่าบัญชีธนาคารในชื่อของ น.ส.สร้อยเพชร มีการเปิดไว้ มีทั้งหมด 3 บัญชี ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ สาขาบิ๊กซี จ.เพชรบูรณ์ , ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ จ.ระยอง และธนาคารไทยพาณิชย์ จ.สระแก้ว ซึ่งข้อมูลส่วนนี้ต้องรอผลการตรวจสอบของ ป.ป.ง. ไม่น่าจะเกินวันที่ 13 กันยายนนี้ ก็จะทราบเส้นทางการเงิน และหลังจากได้ข้อมูลต่างๆ แล้ว ก็จะทำให้ทราบว่าน่าจะมีผู้ใดเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอีกบ้าง

แหล่งข่าวกองปราบฯกล่าวว่า จากการตรวจสอบบัตรประชาชนของ น.ส.สร้อยเพ็ชร พบว่า มีการแจ้งหายเพื่อขอทำบัตรใหม่ ทั้งหมด 6-7 ครั้ง โดยครั้งแรกได้แจ้งหายไว้ที่ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ ส่วนที่เหลือมีการแจ้งหายไว้ในพื้นที่ อ.เมือง จ.เลย ซึ่งในกรณีนี้ถือเป็นข้อพิรุธที่ชุดสืบสวนกองปราบฯสืบทราบ โดยหลังจากนี้จะมีการประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเชิญตัว น.ส.สร้อยเพ็ชร มาสอบปากคำเพิ่มเติม ส่วนพ่อแม่ของ น.ส.จริยาภรณ์ นั้น ทางชุดสืบสวนอยู่ระหว่างติดตามตัวเพื่อสอบปากคำว่ามีส่วนรู้เห็นกับการกระทำของ น.ส.จริยาภรณ์ หรือไม่อย่างไร

ทั้งนี้ นายสงกานต์ ยังพา น.ส.อาภาภรณ์ โคตรบุดดา อายุ 28 ปี และ น.ส.สุกัญญา ปะระไทย อายุ 30 ปี ทั้งสองเป็น ชาว จ.เลย ซึ่งถูก น.ส.จริยาภรณ์ หลอกลวงว่าสามารถช่วยเหลือให้เข้าทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว ที่เทศบาลนาแห้ว จ.เลย โดยเสียเงินให้รายละ 1.3 แสนบาท แต่ก็ไม่ได้เข้าทำงานแต่อย่างใด โดยกรณีนี้ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีไว้แล้วที่ สภ.นาแห้ว และต่อมาทางอัยการ ก็ได้มีความเห็นสั่งฟ้องคดี โดยขณะนี้คดีอยู่ในชั้นศาลจังหวัดเลย ซึ่งทั้งคู่นำตัวมาเป็นพยานในคดีนี้ด้วย

 

ข่าวอื่นๆ