เอ็กซิมฯห่วง 10 ธุรกิจส่งออก

วันที่ 21 ก.ย. 2553 เวลา 07:22 น.
เอ็กซิมแบงก์เตือนเงินบาทแข็งค่าแตะ 30 บาทเมื่อไหร่ส่งออกช็อก

ฝ่ายวิจัยธุรกิจ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากการที่เงินบาทแข็งค่ามี 10 กลุ่ม ได้แก่ ข้าว กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ไก่แปรรูป น้ำตาลทราย แป้งแปรรูป ยางแปรรูปขั้นต้น ถุงมือยาง เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า และเฟอร์นิเจอร์ไม้

เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ส่งออกมากทำให้รายได้ของผู้ประกอบการลดลงมากเมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก จึงไม่ได้ประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงตามเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบปานกลาง ได้แก่ ผลไม้ เครื่องดื่ม ทูน่ากระป๋อง ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผ้าผืน ยางรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการส่งออกต่อผลผลิตรวมใกล้เคียงกับสัดส่วนการใช้วัตถุดิบนำเข้า ทำให้อุตสาหกรรมดังกล่าวมีการป้องกันความเสี่ยงแบบธรรมชาติ (Natural Hedge) จากความผันผวนด้านอัตราแลกเปลี่ยนอยู่พอสมควร

ด้านอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบไม่มากนัก ได้แก่ กระดาษ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบนำเข้ามากซึ่งจะได้ประโยชน์จากการที่ต้นทุนถูกลง ขณะเดียวกันก็เน้นจำหน่ายในประเทศเป็นหลัก ทำให้รายได้ไม่ถูกกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทมากนัก

ฝ่ายวิจัยธุรกิจเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเริ่มมีเสียงสะท้อนจากผู้ส่งออกในหลายอุตสาหกรรมซึ่งได้รับผลกระทบรุนแรงจากการแข็งค่าของเงินบาทในรอบนี้ ซึ่งหากเงินบาทยังแข็งค่าอย่างรวดเร็วเกินไปจนผู้ส่งออกไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อลดต้นทุนหรือการปรับขึ้นราคาขาย ผลกระทบก็อาจขยายวงกว้างออกไปมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งมีอัตราผลกำไร (มาร์จิน) ไม่มากนัก

เอ็กซิมแบงก์ตั้งสมมติฐานที่ว่าผู้ส่งออกมีมาร์จินอยู่ที่ประมาณ 5% หากอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าอย่างรวดเร็วจนแตะระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อาจทำให้ผู้ส่งออกในหลายอุตสาหกรรมไม่สามารถส่งออกต่อไปได้

เพราะนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2553 เป็นต้นมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจากระดับ 32.214 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2553 มาอยู่ที่ระดับ 30.748 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวันที่ 13 ก.ย. 2553 หรือแข็งค่าขึ้นราว 4.8% ภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือนเศษ หรือหากย้อนไปตั้งแต่ต้นปี 2553 พบว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแล้วกว่า 8%

ทั้งนี้ หากพิจารณาการแข็งค่าของเงินบาทเปรียบเทียบสกุลเงินคู่แข่งสำคัญทั้งในและนอกภูมิภาคเอเชียตั้งแต่ต้นปี 2553 พบว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากกว่าคู่แข่งอื่นๆ ยกเว้นมาเลเซียที่ค่าเงินแข็งขึ้นกว่าไทย
เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเร็วกว่าค่าเงินสกุลคู่แข่งสำคัญหลายประเทศเป็นสัญญาณอันตรายว่า สินค้าส่งออกของไทยหลายรายการอาจเริ่มเสียเปรียบคู่แข่งด้านราคา โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยเป็นคู่แข่งกับบราซิล จีน เกาหลีใต้ อินเดีย เอกวาดอร์ เวียดนาม รวมถึงยูโรโซน อาทิ ข้าว น้ำตาลทราย กุ้งแช่เย็นแช่แข็ง ไก่แปรรูป ทูน่ากระป๋อง กระดาษ ผลิตภัณฑ์พลาสติก รองเท้า ผ้าผืน เป็นต้น เนื่องจากสกุลเงินของประเทศเหล่านั้นแข็งค่าน้อย/อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

การแข็งค่าของเงินบาทนอกจากจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาเมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้ว ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการของผู้ส่งออก ทั้งนี้ โดยทั่วไปการแข็งค่าของเงินบาทจะส่งผลกระทบผ่านไปยังรายได้และต้นทุนของผู้ประกอบการ ดังนี้

ผลกระทบด้านรายได้ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะส่งผลให้รายได้ของผู้ประกอบการเมื่อแปลงเป็นเงินบาทลดลง ดังนั้น ผู้ประกอบการที่เน้นตลาดส่งออกเป็นหลักหรือมีรายได้ส่วนใหญ่ในรูปเงินตราต่างประเทศจะได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าค่อนข้างมาก ตรงข้ามกับผู้ประกอบการที่เน้นจำหน่ายในประเทศจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า

ผลกระทบด้านต้นทุน เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าถูกลง (Import Content) ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ใช้วัตถุดิบนำเข้ามากก็จะได้รับประโยชน์จากการที่ต้นทุนดังกล่าวลดลง
เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อพิจารณาสัดส่วนการส่งออกต่อผลผลิตควบคู่ไปกับสัดส่วนการใช้วัตถุดิบนำเข้าของแต่ละอุตสาหกรรมพบว่า

ในระยะสั้นการปรับตัวด้านต่างๆ ของผู้ประกอบการยังมีข้อจำกัด ไม่ว่าจะในเรื่องการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มราคาขายหรือปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน แน่นอนว่าภาคส่งออกจะได้รับผลกระทบมาก และนับเป็นการสูญเสียโอกาสขณะที่ตลาดส่งออกขยายตัวดี เงินบาทแข็งค่าจึงเป็นเสมือนลูกตุ้มถ่วงการขยายตัวของภาคส่งออก และหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ แรงขับเคลื่อนจากภาคส่งออกซึ่งเป็นความหวังสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอาจต้องสะดุดลง ท่ามกลางอุปสงค์ในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่