ตร.เผยแว้นซิ่งลดต่อเนื่อง หลังเจอลุยปิด21เพจนัดแข่งรถ

วันที่ 29 มิ.ย. 2560 เวลา 16:31 น.
ตร.เผยแว้นซิ่งลดต่อเนื่อง หลังเจอลุยปิด21เพจนัดแข่งรถ
ผู้การฯ 191 เผยสถิติเด็กแว้นลดต่อเนื่องหลังสั่งปิด 21 เพจเฟซบุ๊กนัดแข่งรถ พร้อมออกหมายจับ 18 หัวโจกสั่งการ

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน สำนักกิจการยุติธรรม(สกธ.)กระทรวงยุติธรรมจัดประชุมวิชาการระดับชาติครั้งที่ 15ว่าด้วยการป้องกันปัญหาพฤติกรรมเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติ ธรรมโดยมีการสัมมนาในหัวข้อ"มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง"

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บังคับการสายตรวจและปฎิบัติการพิเศษ(191) กล่าวถึงแนวทางการปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทางว่า ปัญหาเด็กแว้นเป็นปัญหาสะสมมานานกว่า 7 ปี และยังทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรมต่างๆตามมา เช่น การพกพาอาวุธปืน ค้าประเวณี ค้ามนุษย์ ลักวิ่งชิงปล้น  ซึ่งเป็นวงจรเดียวกันทั้งหมดเมื่อสามารถแก้ปัญหาเด็กแว้นได้จึงทำให้ปัญหาออาชญากรรมอื่นๆลดลงตามไปด้วย

จากผลปฎิบัติการปราบปรามอย่างจริงจังในทุกสัปดาห์  พบว่า ในปี 2559 มีสถิติลดลงอย่างต่อเนื่องมีการแจ้งเหตุกว่า 10,000 เหตุ และในปี 2560 พบว่าลดลงไปประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังทำให้ยึดรถจักรยานยนต์ได้ 636 คันดำเนินคดีกับผู้ต้องหา 279 รายและยังปราบปรามแอดมินเพจรวมทั้งสั่งปิดเวปเพจต่างๆในโซเชียลมีเดียไปแล้ว 21 เพจ ส่วนที่เป็นหัวโจกหรือตัวการจัดและนัดแข่งรถรวมทั้งแจ้งเส้นทางหลบเลี่ยงด่านของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า สำหรับเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดในเรื่องดังกล่าวนั้นที่ผ่านมาสตช.ได้นำเด็กที่ทำผิดไปเข้ารับการอบรมจำนวน 1,061คนและพบว่าเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้กลับเข้ามาแข่งรถอีกสาเหตุเพราะผู้ปกครองจะต้องถูกดำเนินคดีด้วย จึงทำให้เด็กไม่กล้ากลับมาทำความผิด นอกจากนี้คสช.ยังคำสั่งให้ทางตำรวจทหาร ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.)เข้าตรวจค้นโรงงานหรืออู่ซ่อมรถยนต์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการยุยงให้เยาวชนตบแต่งรถจักรยานยนต์  โดยเฉพาะในย่านปทุมธานี สมุทรสาคร ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจยึดท่อไอเสียและอุปกรณ์อื่นๆจนหลายแห่งต้องหยุดดำเนินการ

"จากการเข้าตรวจค้น 36 โรงงาน ตรวจยึดปลายท่อกว่า 1 หมื่นชิ้นนอกจากนี้ยัง ทำบัญชีหัวโจก และมีการนำกำลังตำรวจ ทหารเข้าตรวจค้นบ้านซึ่งพวกหัวโจกทำหน้าที่ นั่งดูไลน์ สั่งการให้กลุ่มเด็กแว้นหลบเลี่ยงการตั้งด่านตรวจจับของตำรวจพวกนี้จะมีการตั้งฉายาในกลุ่ม เช่น สายหมอกฝั่งธน  ตื่นสายส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชน บางรายมีผู้ปกครองเป็นตำรวจขณะนี้ได้ออกหมายจับไปแล้ว 18 คน  หัวโจก 1 คนจะมีเครือข่าย 200 คนมีการตั้งเพจสมาคมเด็กแว้นแห่งประเทศไทย มีผู้ติดตาม 80,000-12,000 แสนคน สำหรับหัวโจก 18รายที่ถูกออกหมายจับ ได้หยุดพฤติกรรมดังกล่าวแล้วแต่จำนวนนี้มี 1ราย ที่มีพฤติกรรมกลับมาเรียกแขกอีกซึ่งตำรวจได้ขอศาลอนุมัติหมายจับ คาดว่าจะได้ตัวในวันนี้"พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าว

ผู้บังคับการสายตรวจและปฎิบัติการพิเศษ(191) กล่าวอีกว่า การเข้าจับกุมกลุ่มเด็กแว้นทางตำรวจได้วางแผนปฎิบัติการไว้ทุกวันศุกร์เที่ยงคืนและวันเสาร์แต่จะไม่บอกว่าจะทำอะไรที่ไหน ซึ่งเจ้าหน้าที่มีเป้าหมายต้องการคืนคนดีสู่สังคมโดยวิธีการเข้าจับกุมตอนเที่ยงคืนและนำต่อมาแถลงข่าวตอนตี 1สั่งให้ถอดเสื้อเพื่อให้กลุ่มเด็กแว้นรู้สึกเข็ดหลาบซึ่งต่อไปนี้พนักงานอัยการ ศาล ตำรวจต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษต่อไป

ด้าน พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง กล่าวว่า จากการติดตามพฤติกรรมหัวโจกของกลุ่มเด็กแว้นพบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือและต้องการเป็นที่รู้จักหรือเป็นเนตไอดอลมีคนติดตามนับหมื่นแสนคนทำให้มีพื้นที่ในสังคม เช่น สายหมอกฝั่งธน จากนั้นก็ทำสติกเกอร์ขายมีรายได้นับแสนบาทและเมื่อหาเงินได้ก็จะเริ่มมีผู้หญิงเข้ามาในชีวิตแบบเรียงคิวเข้ามาหาถึงบ้านทำให้เยาวชนเหล่านี้มีพฤติกรรมเลียนแบบกัน บางรายมีเรื่องยาเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้องกลายเป็นปัญหาสังคมที่ขยายไปในวงกว้าง ดังนั้นการเด็ดหัวโจกจึงเป็นเรื่องสำคัญเพราะทำให้ลดปัญหาดังกล่าวลดลงอย่างเห็นได้ชัด

"ตามปกติพวกกลุ่มวัยรุ่นจะมีหน่วยหน้าจะมีการเข้ามาแจ้งในกลุ่มไลน์เฟซบุ๊กว่า ตำรวจตั้งด่านอยู่ตรงไหนบ้าง แต่ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้มีการปรับการทำงานโดยการปิดกล่องหรือเกี่ยวก่อนที่จะกลุ่มเด็กแว้นจะเข้ามามั่วสุม ล่าสุดจากสถิติเดิมจากสถานีตำรวจ 88 แห่งในเดือนนี้ได้รับแจ้งว่ามีการนัดแข่งรถจักรยานยนต์ในทางเพียง 5 ครั้ง ซึ่งลดลงไปกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม เมื่อหมดกลุ่มนี้ ก็ยังกลุ่มเด็กแว้นและหัวโจกหน้าใหม่เกิดขึ้นอีก แต่จากการตรวจสอบพบว่ายังมีแต่มีผู้ติดตามเพียงแค่หลักร้อย ซึ่งทางตำรวจจะตามกับกุมอย่างต่อเนื่องทั้งในเขตพื้นที่กทม.และปริมณฑลต่อไป" ผกก.สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวางกล่าว

ขณะที่ข้อมูลจากศูนย์อำนวยการประสานกำกับติดตามผลการดำเนินการตามคำสั่งหัวหน้าคสช.22/2558 (ศอ.กต.)ระบุว่าจากการปรับมาตรการป้องกันการรวมตัวของผู้มีพฤติกรรมร่วมในการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งสตช.ที่จับกุมและเข้าแทรกแซงทางโซเชียลทำให้ปัญหาดังกล่าวลดลงข้อหาแข่งรถในทางจำนวนคดีลดลงร้อยละ 83และจับกุมผู้ต้องหาลดลงร้อยละ 69 ข้อหาขับรถโดยประมาทหรือหวาดเสียว คดีลดลงร้อยละ 30.64 จับกุมผู้ต้องหาลดลงร้อยละ 28.69  ข้อหาขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย จำนวนคดีลดลงร้อยละ 39.5 และจับกุมผู้ต้องหาลดลงร้อยละ 39.35