หลานพลทหารแจ้งกองปราบเอาผิดตำรวจชุดจับกุม

วันที่ 24 พ.ย. 2559 เวลา 14:22 น.
หลานพลทหารแจ้งกองปราบเอาผิดตำรวจชุดจับกุม
หลานสาวพลทหารที่เสียชีวิตระหว่างการฝึกในค่ายทหาร ร้องกองปราบเอาผิดตำรวจ 8 นายเข้าจับกุมคดีถูกนายทหารแจ้งเอาผิดฐานหมิ่นประมาท โดยไม่แสดงบัตรประจำตัว

เมื่อวันที่ 24 พ.ย. น.ส.นริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ หรือน้องเมย์ อายุ 25 ปี เจ้าหน้าที่กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และมีศักดิ์เป็นหลานสาวของ พลทหารวิเชียร เผือกสม อายุ 26 ปี ที่จบการศึกษาระดับปริญญาโทแล้วสมัครเข้าเป็นทหาร ซึ่งถูกผู้บังคับบัญชาและทหารในสังกัด รวม 10 นาย ลงโทษจนเสียชีวิตในระหว่างการฝึกซ้อมที่ค่ายทหารในพื้นที่ จ.นราธิวาส เหตุเกิดเมื่อปี 2554 เข้าพบ ร.ต.อ.กฤษณ์ พิพัฒน์พูนศิริ รองสารวัตรสอบสวน กองกำกับการ 1 กองปราบปราม เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจ สน.มักกะสัน และตำรวจ สภ.เมืองนราธิวาส รวม 8 นาย ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157  หลังจากทั้งหมดได้เข้าจับกุม น.ส.นริศราวัลถ์ ตามหมายจับในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่กรมกิจการเด็กและเยาวชน เมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา ตามที่อดีตผู้บังคับบัญชาของพลทหารวิเชียร แจ้งความดำเนินคดีไว้ โดย น.ส.นริศราวัลถ์ อ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในคดีนี้

น.ส.นริศราวัลถ์ กล่าวว่า เหตุที่เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจชุดจับกุมในครั้งนี้ เป็นเพราะตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการถูกจับกุมเนื่องจากยังไม่เคยได้รับหมายเรียกจากพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด แต่กลับมีการขออนุมัติศาลออกหมายจับ และมีการเข้าจับกุมตนถึงที่ทำงานทำให้ได้รับความเสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง แม้ว่าทางตำรวจจะเคยอ้างว่าได้ส่งหมายเรียกแล้ว แต่ยืนยันว่าไม่เคยได้รับและไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้รับ เมื่อสอบถามไปยังพนักงานสอบสวนก็มีการบ่ายเบี่ยงว่าได้ส่งให้กับทางตำรวจท้องที่ ซึ่งภายหลังจึงทราบว่ามีการส่งหมายเรียกจริง แต่ไม่ได้ถูกส่งมาถึงตน ซึ่งเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะหากตนทราบข้อหาก็พร้อมจะเข้าต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม

น.ส.นริศราวัลถ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ตำรวจที่เข้ามาจับกุมตนถึงที่ทำงานนั้น ก็ไม่ได้แสดงตนโดยนำบัตรประจำตัวให้ตนดูอีกด้วย ต่อมาเมื่อทางพนักงานสอบสวนได้พิจารณาดำเนินคดีกับตนแล้วก็มีการส่งสำนวนคดีไปยังอัยการ เพื่อส่งฟ้องต่อศาลซึ่งกระทำอย่างรวบรัดกลายเป็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมใดๆ เลย จากการตกเป็นผู้ต้องหา ขณะนี้ทราบเพียงว่าเมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา อัยการจังหวัดนราธิวาส ได้ส่งสำนวนคดีไปยังอธิบดีอัยการภาค 9 เพื่อพิจารณาแล้ว ส่วนความเห็นทางคดีจะออกมาอย่างไร ตนยังไม่ทราบ ก็คงต้องรอฟังว่าจะมีการสั่งฟ้องหรือไม่ แต่ข้อเท็จจริงที่อ้างว่าตนไปโพสต์ข้อความเท็จกล่าวหานายทหาร ยศ พ.ต.รายหนึ่ง ซึ่งในช่วงเกิดเหตุเมื่อปี 2554 ยังมียศเพียง ร.ท.นั้น ตนมีพยานหลักฐานยืนยันถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์ของนายทหารรายนี้ ว่ามีการกระทำเกินกว่าเหตุต่อพลทหารวิเชียร น้าชายของตน ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่ามูลเหตุน่าจะมาจากกรณีที่ทางญาติเคยร้องเรียนไปยังกองทัพบก ก่อนหน้านี้ให้พิจารณาสั่งพักราชการทหารที่เกี่ยวข้องกับการทารุณพลทหารวิเชียร

“กรณีของพลทหารวิเชียร มีหลักฐานทุกอย่าง มีการชี้มูลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ปปท.ทั้งทางวินัยและอาญา แต่กลับยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ตรงกันข้ามกับกรณีของพลทหารทรงธรรม หมุดหมัด ที่ค่ายทหารใน อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งถูกผู้บังคับบัญชาทำโทษจนเสียชีวิตเช่นเดียวกัน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แม้ว่าในทางคดียังไม่มีผลเป็นรูปธรรม แต่ก็มีการสั่งถอดยศทหารที่เกี่ยวข้องแล้ว ทางกองทัพบกดำเนินการไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จึงต้องนำมาเปรียบเทียบกับกรณีของพลทหารวิเชียร ทำให้ทางครอบครัวรู้สึกถูกตอกย้ำ ว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรม” น.ส.นริศราวัลถ์ กล่าวและว่า อยากจะขอคำตอบจากกองทัพบก ว่าที่ไม่ดำเนินการนั้น มีเหตุผลประการใด และนอกจากไม่ดำเนินการแล้วปัจจุบันนายทหารที่เกี่ยวข้องบางนาย ยังได้รับการพิจารณาเลื่อนยศเลื่อนขั้นด้วย และยังกลับมาแจ้งความดำเนินคดีตนอีก

น.ส.นริศราวัลถ์ กล่าวว่า ในส่วนของการดำเนินการกับนายทหารที่เกี่ยวข้องนั้น ตนได้เคยยื่นเรื่องที่กองบัญชาการกองทัพบก ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งตนทราบว่าขณะนี้มีการส่งเรื่องให้แม่ทัพภาคที่ 4 พิจารณาให้ความเห็นในการสั่งพักราชการ ก่อนจะส่งไปยัง ผบ.ทบ.ต่อไป อย่างไรก็ดี ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ ตนก็จะไปยื่นเรื่องที่กองบัญชาการกองทัพบก อีกครั้ง เพื่อขอให้มีการพิจารณาถอดยศนายทหารคนดังกล่าวด้วย สำหรับกรณีการฟ้องแพ่ง นั้น ทางมารดาของพลทหารวิเชียร ได้ฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนทางละเมิดต่อหน่วยงานต้นสังกัดไปแล้ว ซึ่งกรณีนี้สามารถเจรจาไกล่เกลี่ยกันได้