"อังคณา"ยื่น ดีเอสไอ คัดค้านยุติคดีทนายสมชาย

วันที่ 03 พ.ย. 2559 เวลา 11:46 น.
"อังคณา"ยื่น ดีเอสไอ คัดค้านยุติคดีทนายสมชาย
อังคณา นีละไพจิตร เข้าพบ อธิบดีดีเอสไอ คัดค้านการยุติการสอบสวนคดี  "ทนายสมชาย"

เมื่อวันที่ 3 พ.ย.เวลา 10.00 น. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ และ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ เพื่อขอคัดค้านมติคณะกรรมการคดีพิเศษในการยุติการสอบสวนคดี นายสมชาย นีละไพจิตร เนื่องจากไม่ปรากฎตัวผู้กระทำผิด

นางอังคณา กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 ต.ค.59 ที่ผ่านมา ตนได้รับหนังสือจาก ดีเอสไอ แจ้งว่าคณะกรรมการคดีดังกล่าวมีมติให้ยุติคดี นายสมชาย จนกระทั่งวันนี้ได้เดินทางมายื่นหนังสือให้ ดีเอสไอ ซึ่งตนฐานะคนในครอบครัวก็ขอคัดค้านมติคณะกรรมการ สาเหตุเนื่องจากว่าคดีการบังคับสูญหายเป็นคดีต่อเนื่องไม่มีอายุความ ดังนั้น ดีเอสไอ ก็ต้องสอบสวนคดีนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะพบผู้สูญหาย ทั้งนี้ กฎหมาย พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย ก็กำลังจะผ่านพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และหากกฎหมายนี้ประกาศใช้จะเป็นประโยชน์กับญาติและครอบครัวของผู้สูญหาย โดยที่ผ่านมาตนได้มีโอกาสพูดคุยกับ นางสุวณา สุวรรณจูฑะ  อธิบดีดีเอสไอคนก่อน ซึ่งได้ให้ความสำคัญกับคดีนี้และจะยังคงสอบสวนอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะมี พ.ร.บ.ดังกล่าว พร้อมเชิญครอบครัว มาหารือร่วมกัน แต่ก็ประหลาดเมื่อ ดีเอสไอ ยุติการสอบสวน

นางอังคณา กล่าวอีกว่า เรื่องคดีการบังคับสูญหายต้องยอมรับไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแต่เป็นปัญหาของสังคมที่เกิดขึ้นมานาน และ ดีเอสไอ รับคดีนี้ไปกว่า 11 ปี  9 เดือนเศษแต่ก็มีปัญหามาตลอด ซึ่งจริงแล้ว ครอบครัวตน ไม่รู้เลยว่ามีการสอบสวนไปถึงไหนบ้าง แม้ที่ผ่านมามีการหาศพ นายสมชาย แต่ก็ไม่เจอหลักฐาน โดย พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ทราบดีว่าตำรวจที่อุ้มฆ่า นายสมชาย เผาทำลายศพจนไม่เหลืออะไร อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอ ต้องหาแนวทางอื่นมาคลี่คลายคดี ฉะนั้น หากว่าทุกคดีที่ไม่พบศพแล้วจะให้ความยุติธรรมไม่ได้ ต่อไปคดีเช่นนี้ในสังคมไทยจะดำเนินการอย่างไร 

ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ เปิดเผยว่า  ดีเอสไอ ดำเนินการตรวจสอบมาตลอดและทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ทราบตัวผู้กระทำผิด แต่เมื่อ ดีเอสไอ สืบสวนเป็นเวลานานพอสมควรไม่มีหลักฐานมายืนยันการกระทำผิด ดีเอสไอ จึงงดการสอบสวน แต่การงดของ อัยการ บอกว่าหากรู้ตัวบุคคลหรือมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมสามารถดำเนินการต่อไปได้  ส่วนร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวหากผ่านพิจาณาก็สามารถดำเนินการต่อไปได้เช่นกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต