อธิบดีกรมคุกเดินหน้าคืนคนดีสู่สังคม

วันที่ 12 ต.ค. 2559 เวลา 14:06 น.
อธิบดีกรมคุกเดินหน้าคืนคนดีสู่สังคม
"อธิบดีกรมราชทัณฑ์"มอบนโยบายให้"ผบ.คุก"ทั่วประเทศสานต่องานเดิมหากพบ"มือถือ-ยาเสพติด"ในเรือนจำสั่งย้ายผบ.คุกทันทีเดินหน้าสร้างอาชีพคืนคนดีสู่สังคม

เมื่อวันที่12ต.ค.ที่กรมราชทัณฑ์ นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารงานราชทัณฑ์ทั่วประเทศ ครั้งที่ 1/2560 เพื่อรับมอบนโยบายการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 และพิจารณานโยบายเน้นหนักของรัฐบาลที่กรมราชทัณฑ์ควรเร่งดำเนินการ ตลอดจนติดตามผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา โดยมีนายเรืองศักดิ์ สุวารี นายนิมิต ทัพวนานต์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และผู้บัญชาการเรือนจำทั่วประเทศเข้าร่วมประชุม

นายกอบเกียรติ กล่าวว่า สำหรับนโยบายที่ได้มอบหมายให้กับผู้บัญชาการเรือนจำทุกคนนั้น ยังเป็นนโยบายที่ทำต่อเนื่องกันมาตั้งแต่อธิบดีก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นนโยบายที่พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เรื่องการส่งผู้ต้องขังออกไปทำงานภายนอก และที่สำคัญคือการจัดระเบียบเรือนจำตามนโยบาย 5 ก้าวย่าง คือเริ่มตั้งแต่ความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในเรือนจำ ต้องไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มียาเสพติด มีการพัฒนาจิตใจ รวมถึงการฝึกอาชีพให้ผู้ต้องขังอย่างจริงจัง และการทำให้สังคมยอมรับ ซึ่งที่ผ่านมา ในเรื่องการจัดระเบียบนั้น เราทำได้ดีพอสมควรทั้งเรื่องการตรวจจับโทรศัพท์มือถือ และไม่ให้ผู้ต้องขังเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด อีกทั้ง ระเบียบวินัยของผู้ต้องขังก็ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม หากมีข่าวเกี่ยวกับการค้ายาเสพติดเกิดขึ้ยในเรือนจำ และสามารถสืบสวนได้ว่าเป็นเรื่องจริง ก็จะถือว่าเป็นความบกพร่องของผู้บัญชาการเรือนจำ ซึ่งจะต้องถูกสั่งย้ายทันที ดังนั้น ต้องช่วยกันดูแล

นายกอบเกียรติ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมายังมีคำถามจากสังคมเกิดขึ้นอยู่ คือเรื่องการปล่อยตัวผู้ต้องขังที่ไม่สมควรจะปล่อย ซึ่งเมื่อช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ก็มีอยู่รายหนึ่งที่ได้รับการปล่อยตัวออกไปแล้ว และไปทำร้ายผู้คนอีก ซึ่งตรงนี้เราจะเน้นเรื่องการปฏิบัติกับผู้ต้องขังอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจำแนกลักษณะผู้ต้องขังและมีการวางแผนการปฏิบัติเป็นรายบุคคล ก็เหมือนแพทย์ที่ต้องทำตั้งแต่การตรวจ วินิจฉัยโรค และก็ให้การรักษา โดยในรกระบวนการของกรมราชทัณฑ์เราก็มีเหมือนกัน ตั้งแต่การจำแนกลักษณะผู้ต้องขัง การวางแผนปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง การฝึกวิชาชีพ การพัฒนาจิตใจ ไปจนถึงการเตรียมพร้อมก่อนปล่อย และการส่งต่อให้กับสังคม ถ้าเราทำกระบวนการพวกนี้อย่างจริงจัง มันก็จะทำให้เราแก้ไขผู้ต้องขังได้ดียิ่งขึ้น 

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เรายังเดินหน้าจัดตั้งศูนย์เรือนจำผู้ต้องขังระหว่างพิจารณา หรือฮับเรือนจำ โดยกรมราชทัณฑ์ได้คัดเลือกเรือนจำหนึ่งจากหลายเรือนจำในกลุ่มจังหวัดเป็นศูนย์ดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันทำได้ 30 กว่าแห่ง เช่น จ.พิษณุโลก จ.นครศรีธรรมราช กรุงเทพฯ ซึ่งเรามีผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีประมาณ 70,000 คน เพื่อเป็นการแยกผู้ต้องขังที่ยังต้องออกไปศาล ออกจากกลุ่มผู้ต้องขังเด็ดขาด อีกทั้ง ให้เป็นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพกับผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาตามมาตรฐานสากล ส่วนแยกผู้ต้องเพศที่สามนั้น ที่เรือนจำพิเศษมีนบุรี ได้มีการทำแล้ว โดยแยกเป็นแดนเฉพาะ ส่วนตัวเลขผู้ต้องขังกลุ่มนี้ ตนไม่แน่ใจว่ามีจำนวนเท่าไหร่

นายกอบเกียรติ ยังกล่าวด้วยว่า สำหรับการสร้างอาชีพให้ผู้ต้องขังนั้น ตนวางเป้าหมายในการสร้างผู้ต้องขังความประพฤติดีเข้าสู่อาชีพ โดยปัจจุบันเราได้ร่วมมือกับอมตะนคร ด้วยการส่งผู้ต้องขังที่ใกล้พ้นโทษและประพฤติดีเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรม โดยนำร้องที่เรือนจำจังหวัดชลบุรี ซึ่งขณะนี้มีอยู่ประมาณ 60 คน ที่เข้าไปทำงานก่อสร้างและงานโรงงาน อีกทัอบ ตนอยากให้ผู้ต้องขังกลุ่มนี้ได้เข้าไปฝึกงานภายในโรงงานเลย เพื่อจะทำให้เขามีประสบการณ์ในการทำงานจริง หากเขามีฝีมือจริง และเจ้าของโรงงานชอบรทำงานก็จะได้จ้างเขาไปตลอด และทำให้เป็นอาชีพที่ถาวรเขาด้วย

"ผมต้องการที่จะทำยังไงเราจะทำให้ทางปฏิบัติของกรมราชทัณฑ์ออกมาได้ผลจริงๆ ก็คือว่าการคืนคนดีสู่สังคม ที่จริงวิธีการ กระบวนการมีอยู่แล้ว ถ้าเราจริงจังและใส่ใจทุกขั้นตอน การคืนคนดีสู่สังคมก็จะทำได้ แต่มันก็คงไม่ 100 เปอร์เซ็นต์หรอก ก็เหมือนกับโรงเรียน ที่นักเรียนไปโรงเรียน ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องคนเก่ง คนดีเหมือนกันหมด แต่อย่างน้อยเปอร์เซ็นต์มันต้องสูงขึ้น ทั้งนี้ เรายังทำให้สังคมเห็นในเชิงคุณภาพไม่ต้องไปมองสถิติ คือทำให้เห็นว่าออกจากเรือนจำแล้วมีงานทำ ไม่ไปเกเรหรือกระทำผิดซ้ำอีก"อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีมีกระแสข่าวว่าผู้ต้องขังบิ๊กเนมรายหนึ่งออกไปรับการรักษายังโรงพยาบาลภายนอก และมีการจัดอาหารจากโรงแรมให้กินอย่างดี นายกอบเกียรติ กล่าวว่า เป็นเพียงข่าวเท่านั้น ซึ่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์ก่อนหน้านี้ได้ตรวจสอบแล้ว พบว่าไม่เป็นความจริง ส่วนเรื่องการรักษาพยาบาลแก่ผู้ต้องขังนั้น หากอยู่ในกรุงเทพฯก็จะส่งไปโรงพยาบาลราชทัณฑ์ก่อน หากไม่สามารถรักษาได้ โดยมีโรคซับซ้อนและต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการรักษา ก็จะส่งตัวไปยังโรงพยาบาลตำรวจ แต่ถ้าเป็นต่างจังหวัด เราก็จะส่งไปยังโรงพยาบาลประจำจังหวัด ถ้าแหทย์ประจำโรงพยาบาลยังไม่สามารถรักษาได้ก็จะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลศูนย์ของเขาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเราก็จะส่งเจ้าหน้าที่ไปควบคุม ส่วนจะใช้เวลาในการรักษานานเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์แต่โดยปกติแล้ว แพทย์ก็จะไม่ค่อยรับตัวไว้เนื่องจากเตียงของโรงพยาบาลเต็ม เมื่อรักษาจนอาการดีขึ้นและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ก็จะส่งกลับทันที

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยังกล่าวยืนยันว่า ไม่มีผู้ต้องขังวีไอพีอะไรทั้งสิ้น ส่วนกรณีที่ผู้ต้องขังจะได้กินข้าวดีๆนั้น ก็จะมีแต่ทางญาติที่นำมาให้เวลามาเยี่ยม แต่ประเภทที่เอามาและเลี้ยงคนเป็นแดนไป เราไม่อนุญาตอยู่แล้ว เพราะจะเป็นการสร้างอิทธิพลให้กับผู้ต้องขัง เช่น การเลี้ยงแบบโต๊ะจีน แต่ถ้าญาตนำใส่ปิ่นโตมาให้เป็นรายคนสามารถนำมาให้ได้