นักวิชาการหนุนตั้งกองทุนชราภาพดูแลผู้ป่วยระยะยาว

วันที่ 02 ต.ค. 2559 เวลา 21:42 น.
นักวิชาการหนุนตั้งกองทุนชราภาพดูแลผู้ป่วยระยะยาว
นักวิชาการหนุนตั้งกองทุนดูแลผู้ป่วยระยะยาว ให้ทุกภาคส่วนในสังคม เข้ามารับผิดชอบ ชงเก็บเงินสมทบวัยทำงาน40-65 หนุนท้องถิ่นเอกชนเข้าร่วม

เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ที่ปรึกษาด้านหลักประกันทางสังคม (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเร่งศึกษาตั้งกองทุนชราภาพ โดยคาดว่าจะมีการใช้ภาษีบาปจ่ายตรงให้กับกองทุนดังกล่าว เพื่อใช้ดำเนินการ ว่า การดูแลผู้สูงอายุถือเป็นปัญหาในระยะยาว และจำเป็นต้องมีปัจจัยในการรักษาพยาบาลซึ่งขณะนี้อยู่ในภาระการดูแลของครอบครัวเป็นหลัก  ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าแต่ละครอบครัวมีศักยภาพในการดูแลต่างกัน ซึ่งต้องช่วยกันแก้ปัญหา เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในภาระของรัฐเพียงอย่างเดียวในอนาคต ตอนนี้ผู้สูงอายุมีเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ความต้องการดูแลเพิ่มขึ้นตามมา โดยในปี2560 คาดว่าจำนวนผู้สูงอายุติดบ้าน และผู้สูงอายุติดเตียง รวมกันกว่า3.7แสนคน

ดร.วรวรรณ กล่าวว่า ขณะนี้ ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุ  ติดบ้านติดเตียงทั้งประเทศปี 2560นอกเหนือจากที่รัฐบาลให้การดูแลอยู่ แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ค่าอุปกรณ์ เช่น เตียงผู้ป่วย เบาะ รถเข็น ผ้าอ้อม วัสดุสิ้นเปลือง  และค่าจัดการผู้ดูแล ซึ่งรวมทั้งค่าเดินทางผู้ดูแล รวมกันแล้วเกือบ6หมื่นล้านบาทต่อปี และอีก20ปี ข้างหน้า ค่าใช้จ่ายตรงนี้จะเพิ่มขึ้นเกือบ2แสนล้านบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้สูงมากเราจึงออกแบบให้ช่วยกันรับผิดชอบ และหากให้รัฐดำเนินการหรือเข้ามาดูแลทั้งหมดก็คงลำบาก คณะวิจัยจึงออกแบบให้สังคมที่ยังไม่ป่วยช่วยดูแล และให้ผู้ป่วยและท้องถิ่นช่วยกันคนละครึ่งโดย  คือ

1.รัฐจะต้องจัดตั้งกองทุนดูแลผู้ป่วยระยะยาว โดยมีค่าบริหารจัดการเกิดขึ้น ซึ่งงบประมาณด้านสาธารณสุข งบประมาณเยี่ยมบ้านก็ให้มีเช่นเดิม

2.ค่าอุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองและค่าเดินทางของผู้จัดการดูแล รัฐบาลและประชาชน อายุ 40-65 ปี เพราะพวกเขาก็ต้องเข้าสู่ช่วงวัยสูงอายุเช่นเดียวกัน ช่วยสมทบรับผิดชอบ จ่ายเงินสมทบกองทุน โดยการร่วมจ่ายเป็นปี เฉลี่ยแล้วไม่เกิน500 บาทต่อปี

3.ค่าผู้ดูแลและค่าการเดินทางผู้ดูแล ให้ผู้ใช้บริการรับผิดชอบและท้องถิ่น ร่วมกันจ่ายในสัดส่วนที่เท่ากัน เพราะขณะนี้ เงินในส่วนของท้องถิ่นได้นำเงินพาผู้สูงอายุไปเที่ยว ซึ่งควรนำ เงินส่วนนี้มาบริหารจัดการ ส่วนเอกชน ก็ควรเข้ามาช่วยดำเนินการ ทั้งการบริจาค ทั้งในกองทุนหรือในส่วนท้องถิ่น

“ทั้งหมด คือการดูแลผู้สูงอายุ ติดบ้านติดเตียง ให้มีระบบ ในการเข้ามาดูแลร่วมกันทั้งสังคม ทุกภาคส่วน โดยไม่ตกเป็นภาระของรัฐมาก เพียงแค่รัฐจะต้อง ออกกฎหมาย หรือมีการตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลเช่น ในเรื่องการให้บริการของเอกชนผู้สูงอายุต่างๆให้มีมาตรฐาน มีคุณภาพ ไม่ใช่เป็นเหมือนในปัจจุบันที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ”ที่ปรึกษาทีดีอาร์ไอ กล่าว

ด้านนางสาวอรุณี  ศรีโต  นายกสมาคมส่งเสริมสิทธิชุมชนเพื่อการพัฒนา  ในฐานะผู้สูงอายุ กล่าวว่า ถือเป็นแนวคิดที่ดีเพราะกองทุนนี้ควรมีมานานแล้ว  รัฐบาลต้องเดินหน้าเป็นคนนำร่องจัดตั้งกองทุนโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม ที่สำคัญกองทุนนี้ต้องมีกฎหมายรองรับที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความเลื่อนลอย อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลมีแนวคิดในเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ก้าวหน้าและต้องสนับสนุน ซึ่งควรทำให้เป็นจริงให้ได้ในรัฐบาลนี้ โดยควรใช้การเก็บภาษีเพิ่มจากสินค้าบาป นำมาตั้งกองทุนนี้  ไม่ใช่การดึงงบประมาณจากกองทุนต่างๆที่มีภารกิจของตัวเองอยู่แล้วทั้ง ไทยพีบีเอส สสส.หรือกองทุนกีฬา ที่สำคัญการเก็บภาษีเพิ่มจากสินค้าที่ทำลายสุขภาพยังเป็นผลดีต่อภาพรวมของการแก้ปัญหาทั้งเหล้า บุหรี่ หรืออาจรวมไปถึงสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วย  เพราะงานวิจัยทั่วโลกยืนยันตรงกันว่าการขึ้นภาษีคือหนึ่งในมาตรการที่ดีที่สุด ในการแก้ไขปัญหาสิ้นค้าทำลายสุขภาพ และสร้างผลกระทบทางสังคม กลับกันถ้าไปแบ่ง หรือไปลดเงินกองทุนที่ทำหน้าที่ลดปัญหา ก็คือการไปสนับสนุนสินค้าทำลายสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม ในทางอ้อมนั่นเอง