รวบหนุ่มอ้างเป็นทหารหลอกหญิงสาวแต่งงาน-ลวงเงิน

  • วันที่ 15 ก.ค. 2559 เวลา 14:59 น.

รวบหนุ่มอ้างเป็นทหารหลอกหญิงสาวแต่งงาน-ลวงเงิน

กองปราบจับ หนุ่มอ้างเป็นทหารยศร.ท. ตุ๋นหญิงสาวแต่งงาน สูญเงิน6ล้าน อีกคดีแอบอ้างเบื้องสูง หลอกเป็น เสธ.พล สามารถวิ่งเต้นตำแหน่งในราชการทหารได้

วันที่ 15 ก.ค. พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยว่า ตำรวจกองปราบปรามสามารถจับกุมผู้ต้องหาแอบอ้างเบื้องสูงหมิ่นสถาบันตาม ม.112 ไว้ได้สองราย โดยมีพฤติกรรมคล้ายกันคือมีการเรียกรับผลประโยชน์และหลอกลวงต้มตุ๋นเหยื่อ โดยทั้งสองรายจะถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด

โดยรายแรกตำรวจจับกุม นายภาคิน หรือขุนพล จักรกาบาตร์ อายุ 35 ปี อาชีพขายรถยนต์มือสอง ชาว อ.สามพราน จ.นครปฐม ตามหมายจับศาลจังหวัดนครปฐม ที่ 364/2559 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2559 ข้อหาหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 , ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม , สวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องใช้ยศ ตำแหน่ง เครื่องราชอิสริยาภรณ์เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิ พร้อมของกลาง เครื่องแบบทหาร เอกสารราชการ สิ่งเทียมอวัยวะเพศ โดยจับกุมได้ที่ไนท์สวีทคอนโดมิเนียม ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นนทบุรี

พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวว่า มีหญิงสาวเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าถูก นายภาคิน อดีตสามี ซึ่งรู้จักกันตั้งแต่ปี 2554 หลอกลวงว่าเป็นนายทหารยศ ร้อยโทโดยครั้งแรกที่พบกัน นายภาคิน ก็แต่งเครื่องแบบทหารบก จึงหลงเชื่อว่าเป็นทหารจริงและตัดสินใจแต่งงานด้วยเมื่อปี 2556 โดยนายภาคิน มาอาศัยอยู่กับครอบครัวตน กระทั่งเมื่อเดือนมกราคม 2558 นายภาคิน อ้างว่าได้ติดยศ พ.ต.โดยย้ายมาเป็น ผบ.ม.พัน 29 รอ.ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ มีการนำภาพถ่ายซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นการตัดต่อมาให้ทางครอบครัวตนดู จากนั้นก็เริ่มขอหยิบยืมเงินโดยอ้างว่าจะนำไปใช้ดูแลผู้บังคับบัญชาเพื่อความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ยืมไปลงทุนทำธุรกิจ , หลอกว่าต้องใช้จ้างคนสับเปลี่ยนไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และยังลักทรัพย์สินมีค่าของครอบครัวไปอีกหลายรายการ

พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวต่อว่า จากการสอบปากคำผู้เสียหายระบุว่า นายภาคิน ได้หยิบยืมเงินจากครอบครัวผู้เสียหาย รวมทั้งได้นำทรัพย์สินต่างๆ ของผู้เสียหายไปแล้วเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 6,279,000 บาท จนที่สุดก็เริ่มผิดสังเกต ทำให้ทางผู้เสียหายได้ตรวจสอบข้อมูลกับทางต้นสังกัด จึงทราบว่านายภาคิน ไม่ได้เป็นทหาร นอกจากนี้ยังมีภรรยาหลายคน เมื่อทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้วจึงเข้าแจ้งความดำเนินคดี

นายภาคิน รับสารภาพว่า มีความใฝ่ฝันอยากเป็นทหารมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่มีโอกาสจึงไปหาซื้อเครื่องแบบทหารมาสวมใส่ ในระหว่างที่อยู่กินกับเหยื่อนั้นตนก็ยังคบหากับหญิงสาวอีก 3 คน โดยใช้วิธีแอบอ้างตัวเป็นนายทหารเช่นเดียวกัน และทุกครั้งที่ออกจากบ้านก็จะแต่งเครื่องแบบทหารทุกวัน แต่เมื่อขับรถออกมาแล้ว ก็จะไปแวะเปลี่ยนเสื้อผ้าตามปั๊มน้ำมัน ก่อนจะไปทำงานที่เต็นท์รถยนต์มือสองซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวแฟนสาวคนแรก ที่ได้แต่งงานด้วย

เขายังยอมรับว่า เคยเปลี่ยนชื่อและนามสกุลมาหลายครั้ง รวมถึงได้อ้างว่าเป็นบุตรบุญธรรมของ พล.อ.ทรงกิตติ จักรกาบาตร์ อีกด้วย ซึ่งตนรู้สึกสำนึกผิดและอยากจะขอโทษหญิงสาวทุกคนที่ถูกหลอก ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.โพธิ์แก้ว จ.นครปฐม รับไว้ดำเนินคดีต่อไป

รายที่สองตำรวจจับกุม นายวรพล มาวิมล หรือชยพล พัสวีวรโชติ อายุ 54 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดหัวหิน ที่ จ.159/2559 ลงวันที่ 5 ก.ค. 2559 ข้อหาหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พร้อมของกลาง เครื่องแบบทหาร เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกรณีการวิ่งเต้นเพื่อโยกย้ายตำแหน่งทหาร โดยจับกุมได้ที่บ้านเลขที่ 497 หมู่1 ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา

พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวว่า นายวรพล มีพฤติการณ์อ้างตัวว่าเป็นเสธ.ทหาร ทำงานอยู่ในวังของพระราชวงศ์ชั้นสูง ชอบนำตราสัญลักษณ์ติดตามที่ต่างๆ เพื่อให้เข้าใจว่าเป็นทหาร พร้อมโอ้อวดว่าตนสามารถรับฝากข้าราชการและวิ่งเต้นในการแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ ทั้งครู ทหาร ตำรวจ ฯลฯ ได้ นอกจากนี้ยังมักโชว์อาวุธปืนพกประจำกายและมีวัตถุระเบิดไว้ในกระเป๋าส่วนตัว โดยเฉพาะยิ่งช่วงไหนที่มีการปรับตำแหน่ง โยกย้าย จะเป็นช่วงที่มีคนเข้าหานายวรพล เป็นจำนวนมาก 

พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาคนในเครื่องแบบยศและตำแหน่งใหญ่หลายคน จะเกรงกลัวและเกรงใจ นายวรพล อย่างมาก แต่หลังจากรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ แล้ว ทางพนักงานสอบสวนจึงขออนุมัติศาลจังหวัดหัวหิน ออกหมายจับและติดตามจับกุมตัวนายวรพล ไว้ได้ดังกล่าว ขณะเดียวกันได้ประสานให้ตำรวจ สภ.หาดเจ้าสำราญ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร มทบ.15 (เพชรบุรี) เข้าตรวจค้นบ้านพักอีกหลังของนายวรพล ตั้งอยู่เลขที่ 269/51 หมู่ 2 ต.หาดเจ้าสำราญ อ.เมือง จ.เพชรบุรี พบของกลางเป็นเอกสารแนะนำตัว ยศ ตำแหน่ง ระบุการขอโยกย้ายไปยังที่ต่างๆ ของหลายหน่วยงานข้าราชการ ทั้งครู ทหาร ตำรวจ ฯลฯ  จำนวนมาก จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน

นายวรพล เคยถูกศาลออกหมายจับไว้อีก 4 หมาย ได้แก่ หมายจับศาลจังหวัดพัทลุง ที่ 147/2557 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2557 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์” , หมายจับศาลจังหวัดธัญบุรี ที่ จ.1767/2550 ลงวันที่ 13 กันยายน 2550 ข้อหา “ลักทรัพย์ผู้อื่น” , หมายจับศาลแขวงธนบุรี ที่ 1147/2550 ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2550 ในข้อหา “ยักยอกทรัพย์” และหมายจับศาลจังหวัดหัวหิน ที่ จ.94/2559 ลงวันที่ 2 เมษายน 2559 ในข้อหา “กรรโชกทรัพย์” นายวรพล ให้การปฏิเสธโดยอ้างว่า ทำธุรกิจสนามไดร์ฟกอล์ฟ อยู่ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และยืนยันว่าไม่เคยแอบอ้างเบื้องสูง และไม่ได้แสดงตัวเป็น เสธ.ทหาร แต่อย่างใด ซึ่งเรื่องดังกล่าวเชื่อว่าถูกสองสามี-ภรรยา ที่มีปัญหาเรื่องการซื้อ-ขายบ้านกับตน 5 ล้านบาท เมื่อปี 2557 กลั่นแกล้ง เพราะขณะนั้นได้ตกลงซื้อบ้านจากทั้งสอง แต่มีปัญหาเกิดขึ้น จึงยังไม่สามารถโอนบ้านให้ ตนจึงไม่จ่ายเงินจำนวนดังกล่าว ทำให้ทั้งสอง เกิดความโกรธแค้น พร้อมทั้งชี้หน้าแสดงความอาฆาต ว่าจะเอาเรื่องตนให้ถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม ในส่วนของหมายจับเก่าทั้งหมด เกี่ยวข้องกับภรรยาเก่าที่เลิกราไปแล้ว ซึ่งตนขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาในทุกหมายจับ

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การของผู้ต้องหา และมั่นใจในพยานหลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมด ว่าจะสามารถเอาผิดกับผู้ต้องหารายนี้ได้ โดยได้คุมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน รับไว้ดำเนินคดีต่อไป

ภาพ http://www.tnamcot.com/content/514301

ข่าวอื่นๆ