สังคมดีขึ้น เพราะเราแบ่งปันกันมากขึ้น

วันที่ 19 มี.ค. 2559 เวลา 11:06 น.
สังคมดีขึ้น เพราะเราแบ่งปันกันมากขึ้น
โดย...โยโมทาโร่

เด็กๆ เข้าคิวรอรับประทานข้าวหมูแดงแสนอร่อยจากพี่ๆ กลุ่มแบ่งปันอย่างใจจดใจจ่อ เพราะไม่บ่อยครั้งนักที่จะมีกลุ่มคนใจดีเข้ามาจัดกิจกรรมมอบสิ่งของให้กับพวกเขา โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนแม้จะมีคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีอะไรในโลกได้มาฟรี” แต่กับเรื่องการทำความดีแล้วเปรียบประดุจดังแสงเทียนที่ส่งต่อกันอย่างไม่มีวันดับเสียมากกว่า

“การเดินทางบริจาคสิ่งของให้กับเด็กๆ ครั้งล่าสุดนี้ สิ่งที่เราเห็นและรู้สึกดีก็คือ ทุกวันนี้มีกลุ่มที่พร้อมจะช่วยเหลือแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กับสังคมและเด็กๆ ผู้ยากไร้เยอะมาก หากเทียบกับเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วที่เราเริ่มออกสำรวจหาโรงเรียนในชุมชนถิ่นทุรกันดารในระยะ 300 กม.จากกรุงเทพฯ เราพบว่าแทบทุกที่ล้วนขาดแคลน แต่ปัจจุบันมีหลายกลุ่มเข้าไปให้ความช่วยเหลือจนยอมรับว่าเริ่มหาโรงเรียนที่เข้าเกณฑ์ของกลุ่มเรายากขึ้น” พิติ แสงแก้ว ผู้ประสานงานกลุ่มแบ่งปัน (facebook.com/bangbangroup) เล่าหลังจากกลับจากการบริจาคสิ่งของและเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับเด็กที่โรงเรียน ตชด.วิจิตรวิทยาคาร ต.ปิล็อก อ.ทองผาภูมิ เมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา

 

กลุ่มแบ่งปันนี้เริ่มต้นจากกลุ่มเล็กๆ เมื่อประมาณ 17 ปีที่แล้ว จากกลุ่มที่มีสมาชิกเพียง 10 คน ที่อยากจะมอบสิ่งดีๆ ให้กับสังคมโดยเฉพาะเรื่องการศึกษาให้กับเด็กๆ ที่ยากไร้ จนเวลานี้มีสมาชิกเข้าร่วมกลุ่มมากกว่า 120 คน โดยเน้นการบริจาคสิ่งของและทำกิจกรรมร่วมกับเด็กๆ ในแถบภาคตะวันตก ในระยะทางไม่เกิน 300 กม. เพราะสมาชิกส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัท ดังนั้นเวลาดำเนินกิจกรรมจะต้องไม่เสียเวลาในการเดินทางมากเกินไป โดยใช้เวลาเดินทาง 1 วัน จัดกิจกรรม 1 วัน และวันสุดท้ายสมาชิกจะได้เดินทางกลับโดยไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป

“ในปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีที่หาโรงเรียนจัดกิจกรรมประจำปีของพวกเราได้ค่อนข้างลำบาก ซึ่งเราสำรวจมาทั้งหมด 4 ที่ล้วนแต่เป็นโรงเรียนที่มีกลุ่มอื่นเข้าไปให้ความช่วยเหลือหมดแล้ว จะเหลือก็แต่โรงเรียนลูกที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าต้องขับรถโฟร์วีลเข้าไปอีกเป็นวัน ซึ่งเกินกว่าศักยภาพของเรา ถ้าเป็นโรงเรียนที่ขึ้นป้ายว่าสร้างโดยกลุ่มที่เพิ่งเข้ามาให้ความช่วยเหลือเราก็จะผ่านไป

 

“สุดท้ายเราจึงเลือกโรงเรียน ตชด.วิจิตรวิทยาคาร ซึ่งเป็นโรงเรียนของตำรวจตระเวนชายแดนที่เราไม่เคยจัดกิจกรรมกับโรงเรียนของ ตชด.มาก่อน แม้ว่าระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึงโรงเรียนแห่งนี้จะอยู่ราวๆ 400 กม.มากกว่าเกณฑ์ที่เราตั้งไว้ แต่ก็ถือว่าเป็นโรงเรียนที่มีความพร้อมให้เราสามารถจัดกิจกรรม และการเดินทางก็ไม่ได้ลำบากมากนัก

“เมื่อเราติดต่อไปทางโรงเรียนไม่ได้ขออะไรมากขอแค่ข้าวสารอาหารแห้ง และมอบสิ่งของให้กับเด็กๆ เท่านั้น เพราะเครื่องเขียนอุปกรณ์การเรียนต่างๆ ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอื่นๆ ที่เข้ามาหลายกลุ่มแล้ว”

 

พิติ ทิ้งท้ายว่า “ครั้งที่ผ่านมาเราได้ผู้สนับสนุนเป็นสิ่งของบริจาคจากองค์กรต่างๆ หลายองค์กรทำให้เรามีของและเงินทุนไปมอบให้กับเด็กๆ ได้จำนวนมาก ซึ่งในปีต่อไปเราคงต้องให้เวลากับโรงเรียนที่เราจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือมากขึ้นเพราะเรียกได้ว่าในระยะ 300 กม.นี้ถ้าไม่ใช่โรงเรียนที่ต้องขับรถโฟร์วีลขนของเข้าไปแล้ว ทุกโรงเรียนล้วนได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มเพื่อสังคมอื่นๆ มากกว่าสมัยก่อน จากที่เราเคยไปถึงไหนก็เจอแต่ปัญหาขาดแคลน แต่ในเวลานี้ทุกโรงเรียนได้รับความช่วยเหลือหมด ซึ่งเราก็รู้สึกดีใจเพราะเราได้ร่วมกันช่วยเหลือสังคมโดยเฉพาะกับเด็กๆ ที่ขาดแคลนเหล่านี้”