ทนายยันร่วมรับฟังดีเอสไอสอบปากคำ"สมเด็จช่วง"

  • วันที่ 16 มี.ค. 2559 เวลา 13:38 น.

ทนายยันร่วมรับฟังดีเอสไอสอบปากคำ"สมเด็จช่วง"

ทนายวัดปากน้ำเผยสมเด็จช่วง พร้อมให้ถ้อยคำพนักงานสอบสวนในฐานะพยาน ยันทีมกม.ร่วมรับฟังด้วย ขณะที่ดีเอสไอเผยตามกฎหมายพยานต้องให้ปากคำโดยไม่มีบุคคลอื่นอยู่ด้วย

วันที่ 16 มี.ค. พ.ต.อ.ไพสิฐ  วงศ์เมือง  อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) มอบหมายให้พ.ต.ท.สมบูรณ์  สาระสิทธิ์  รองอธิบดีดีเอสไอและคณะพนักงานสอบสวน เดินทางเข้าสอบปากคำสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง  เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ  ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กรณีการครอบครองเบนซ์โบราณ  ซึ่งตรวจสอบพบว่าเป็นรถผิดกฎหมาย  ซึ่งทนายได้ส่งมอบรถของกลางให้ดีเอสไอและขอให้เอาผิดกับผู้เกี่ยวข้อง

นายสมศักดิ์  โตรักษา  ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากสมเด็จช่วง  เปิดเผยว่า  ในวันนี้( 16 มี.ค.) ได้จัดเตรียมห้องประชุม ไว้รองรับพนักงานสอบสวนที่จะเข้าสอบปากคำในเวลา 20.00 น.  ซึ่งห้องประชุมดังกล่าวสามารถรองรับผู้ประชุมได้ไม่เกิน 10 คน  โดยตนจะเข้าร่วมรับฟังด้วย  เนื่องจากได้รับมอบอำนาจจากสมเด็จช่วงในเรื่องดังกล่าว  อีกทั้งสมเด็จช่วงไม่ได้มีส่วนรู้เห็นในการจัดซื้อรถแต่เป็นเพียงผู้ได้รับการถวายเท่านั้น  ในวันนี้จำเป็นต้องขอทราบประเด็นที่ชัดเจนจากดีเอสไอว่าต้องการได้ข้อมูลใดบ้าง  จากนั้นจึงจะสามารถให้ข้อเท็จจริงได้  

นายสมศักดิ์กล่าวว่ากรณีที่มีการนัดหมายสอบปากคำในเวลา 20.00 น.นั้นเป็นความสะดวกของสมเด็จช่วง ซึ่งไม่ได้กำหนดเวลาว่าจะให้สอบปากคำได้ถึงเวลาเท่าใด  ให้ขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวนที่เข้าสอบปากคำ  ทั้งนี้  สมเด็จช่วงมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี  จึงไม่กังวลในการให้ปากคำในช่วงดังกล่าว   สำหรับสื่อมวลชนที่จะติดตามทำข่าวทางวัดไม่อนุญาตให้เก็บภาพในห้องประชุมแต่ได้จัดเตรียมพื้นที่ชั้น 2 ของอาคารพิพิธภัณฑ์เพื่อรอฟังการแถลงข่าวจากทางวัดเกี่ยวกับการเข้าพบของพนักงานสอบสวนในครั้งนี้รวมถึงขั้นตอนการดำเนินการหลังจากนี้ด้วย

ขณะที่พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า  ยังไม่ได้รับการประสานจากทนายว่าจะเข้าร่วมรับฟังการสอบปากคำ   พนักงานสอบสวนยังไม่ได้สรุปว่าจะให้บุคคลใดเข้าร่วมรับฟังการสอบปากคำ   แต่ตามกฎหมายพยานต้องให้การต่อพนักงานสอบสวนด้วยตนเอง สำหรับหลวงพี่แป๊ะ  ดีเอสไอก็เรียกสอบสวนในฐานะพยานด้วยกัน

 แหล่งข่าวจากดีเอสไอ เปิดเผยว่า  ในการสอบสวนปากคำพยาน  ตามพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ ไม่อนุญาตให้ทนายความหรือบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟัง โดยใช้หลักการเดียวกับการนั่งฟังคำเบิกความพยานในชั้นศาล เพราะอาจเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ แต่ในชั้นการสอบปากคำผู้ต้องหา  สามารถมีผู้ไว้ใจหรือทนายความเข้าร่วมรับฟังการสอบสวนได้   ขณะนี้การสอบสวนคดีดังกล่าวถูกตั้งข้อสังเกตว่าพนักงานสอบสวนเลือกจะทำหนังสือแจ้งการเข้าให้ปากคำในฐานะพยาน  แต่ไม่เรียกเข้าให้การในฐานะผู้ให้ถ้อยคำ  จึงอาจเป็นไปได้ว่าอาจมีการตั้งธงว่าพยานไม่เกี่ยวข้องหรือรู้เห็นในทางใดทางหนึ่ง  โดยพยานอาจจะไม่ตกเป็นผู้ตกเป็นผู้ต้องหาในอนาคต

ภาพประกอบข่าว

ข่าวอื่นๆ