สผ.แจงอีไอเอปลดล็อกลงทุน

  • วันที่ 11 มี.ค. 2559 เวลา 08:09 น.

สผ.แจงอีไอเอปลดล็อกลงทุน

หน่วยงานจัดทำอีไอเอขานรับ คำสั่งหัวหน้า คสช.ปลดล็อกโครงการรัฐ อ้างเป็นการส่งเสริมการลงทุนโครงการขนาดใหญ่กว่า 81 โครงการ มูลค่าหลายล้านล้านบาท

ระวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แถลงว่าคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 9/2559 ให้แก้ไขมาตรา 47 พ.ร.บ.ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 เพื่อดำเนินโครงการเร่งด่วนโดยสามารถจัดหาเอกชนดำเนินงานโดยไม่ต้องรอผลการพิจารณาการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) หรือรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ไม่ใช่การยกเลิกขั้นตอน หรือลัดขั้นตอนการพิจารณาอีไอเอ หรืออีเอชไอเอ

“แค่มีขั้นตอนของการจัดซื้อจัดจ้างการประกวดราคาทำคู่ขนานไปเท่านั้น ถือเป็นประโยชน์ต่อโครงการเร่งด่วน เช่น โครงการรถไฟทางคู่ที่ประชาชนต้องการ เป็นต้น ส่วนการพิจารณารายงานของ สผ.นั้น ยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างรอบคอบ ครบถ้วนทุกขั้นตอนเช่นเดิม จึงไม่ควรกังวลว่าคำสั่งนี้เป็นการเอื้อให้ทุกโครงการ

“เพราะในคำสั่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจะดำเนินการในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อประโยชน์ในการดำเนินโครงการหรือกิจการใน 5 ด้าน ได้แก่ การคมนาคมขนส่ง การชลประทาน การป้องกันสาธารณภัย โรงพยาบาล และที่อยู่อาศัย ซึ่งโครงการอื่นๆ ที่ไม่อยู่ในกรอบคำสั่งนี้ก็ต้องดำเนินตามขั้นตอนปกติของ พ.ร.บ.ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535” เลขาธิการ สผ. ระบุ

นอกจากนี้ ยังระบุว่า โครงการที่จะได้ประโยชน์จากคำสั่งนี้มีทั้งหมด 70 โครงการ 

เกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ขั้นตอนการทำอีไอเอหรืออีเอชไอเอในโครงการของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ยังต้องดำเนินการตามเดิม โดยต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี ซึ่งคำสั่งตามมาตรา 44 จะทำให้กระบวนการทุกอย่างเดินคู่ขนานกันไปได้

ทั้งนี้ ตัวอย่างเช่น โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ใช้เวลาในการพิจารณาอีไอเอถึง 8 ปี ทำให้งบประมาณเพิ่มขึ้นถึงกว่าหมื่นล้านบาท หรือสนามบินสุวรรณภูมิที่ตั้งโครงการไว้เมื่อปี 2520 ใช้งบประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท แต่ดำเนินการได้ในปี 2540 ซึ่งงบฯ เพิ่มขึ้นเป็น 2 หมื่นกว่าล้านบาท

“หากกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างสามารถดำเนินการพร้อมกับการพิจารณาอีไอเอจึงเป็นการลดต้นทุนในโครงการต่างๆ ได้จำนวนมาก ประกาศ คสช.ฉบับนี้จึงทำให้ขั้นตอนต่างๆ เดินหน้าได้พร้อมกันและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

“การออกประกาศของ คสช.ไม่เป็นผลทำให้อีไอเอขาดเอกภาพ หรือส่งผลกดดันกระทรวงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกาศ คสช.เรื่องนี้เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ ในการดำเนินการตามกิจกรรม 5 ประเภท ตามประกาศ โดยเฉพาะการก่อสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เป็นการลดขั้นตอนลงให้ดำเนินการได้เร็วขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

“ขอชมเชยรัฐบาลที่ปลดล็อกในเรื่องเส้นผมบังภูเขาให้กระบวนการทุกอย่างคู่ขนานกันไปด้วยกันได้ โดยยังมีความโปร่งใสชัดเจน ที่สำคัญโครงการสามารถเดินหน้าไปได้ จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมและกระตุ้นการพัฒนาประเทศได้” เกษมสันต์ กล่าว

ด้าน สุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า กระบวนการพิจารณาอีไอเอนั้นต้องใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 1 ปีกว่า จากนั้นหากผ่านอีไอเอแล้วจะต้องมาประมูลหาบริษัทดำเนินโครงการ ซึ่งอาจใช้เวลา 1-2 ปี ทำให้ระยะเวลายืดเยื้อไปอีก

“หากใครกังวลว่าจะเป็นการล็อกบริษัทไว้แล้ว ตามคำสั่งที่ 9 ระบุไว้ว่า การจัดประมูลนั้นจะไม่มีการลงนามในสัญญาใดๆ ทั้งสิ้นจนกว่าอีไอเอจะผ่าน และถ้าอีไอเอไม่ผ่านบริษัทที่เข้าร่วมประมูลต้องยอมรับเงื่อนไขที่กำหนดไว้ และจะฟ้องร้องใดๆ กับรัฐไม่ได้เด็ดขาด” สุพจน์ ระบุ

ขณะที่เครือข่ายภาคประชาชนรวม ได้ร่วมลงนามคัดค้านคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 9/2559 เพิ่มเป็น 56 เครือข่าย

ภาพประกอบข่าว

ข่าวอื่นๆ