ทัพประชิดเขมร

วันที่ 30 ก.ค. 2553 เวลา 05:21 น.
เจรจาเหลว‘ไทย-กัมพูชา’ระดมพลประจันหน้านับเวลาถอยหลัง การเจรจาระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทย คือ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และคณะ กับตัวแทนรัฐบาลกัมพูชา นำโดยนายสกอัน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา นานประมาณ 30 นาที ก่อนการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลกจะเริ่มพิจารณาแผนการจัดการบริหารมรดกโลกของกัมพูชา เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 29 ก.ค. จบลงด้วยความล้มเหลว

การเจรจาดังกล่าวเกิดขึ้นโดยมีเอกอัครราชทูตบราซิลประจำยูเนสโก เป็นผู้ดำเนินการ โดยนายสกอันได้แจ้งว่า กัมพูชาจะไม่นำเขตแดนด้านทิศตะวันตกของปราสาทพระวิหารมาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่บริหารจัดการ ขอให้ไทยอย่าได้ขัดขวาง แต่ฝ่ายไทยแจ้งว่า รับไม่ได้เพราะบริเวณดังกล่าวยังมีกรณีพิพาทเรื่องเขตแดนอยู่ และในรายงานของกัมพูชาที่เสนอก็มีหลายจุดที่ไทยรับไม่ได้ แต่ทางกัมพูชายืนยันว่าไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ การหารือจึงยุติลง

ขณะที่ผู้แทนไทยได้เตรียมมาตรการประท้วงที่ประชุมตามกลยุทธ์ที่วางไว้ต่อไปนั้น ไทยและกัมพูชาต่างก็เสริมกำลังทหารเข้าไปยังบริเวณชายแดนที่เป็นปัญหา โดยไทยได้เสริมกำลังจากกองพลทหารราบที่ 6 จำนวน 2 กองพัน ปืนใหญ่อีกกว่า 10 กระบอก และทหารรบพิเศษเข้าไปเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง

กัมพูชาก็เสริมกำลังทหารเข้ามาอีก 1 กองพลน้อย พร้อมปืนใหญ่อีก 2 กระบอก นำมาวางไว้ที่ข้างปราสาทพระวิหาร รวมทั้งเสริมกำลังทหารและมีทหารรบพิเศษรวมอยู่ด้วยเช่นกัน

พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า ฝ่ายไทยจะไม่ใช้อาวุธ เว้นแต่เมื่อมีเหตุการณ์ต้องป้องกันตัว หรือรุกล้ำดินแดน

“เราได้มีการวางกำลังไว้หมดแล้ว ข้างหลังก็มีกองหนุนอยู่ พร้อมเคลื่อนย้ายได้ตามเวลาที่กำหนดไว้ เพื่อเข้าสู่ที่หมายได้ตามกำหนด นอกจากนี้ยังมีแผนใหญ่ ซึ่งเป็นการวางแผนร่วมกันจาก 3 เหล่าทัพ ทั้งกำลังทางอากาศ ทางบก และทางน้ำ” พล.ท.วีร์วลิต กล่าว

ขณะเดียวกันกระทรวงการต่างประเทศไทยก็ได้เชิญเอกอัครราชทูตของประเทศที่เป็นสมาชิกของคณะกรรมการมรดกโลก 17 ประเทศ และประเทศที่ไม่มีสถานทูตอยู่ในไทย 2 ประเทศ มารับฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับจุดยืนไทย ปรากฏว่ามีผู้มารับฟัง 10 ประเทศ ในจำนวนนี้เป็นเอกอัครราชทูต 4 คน คือ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศส สวีเดน สวิตเซอร์ แลนด์ และบราซิล