พุทธะอิสระชี้ "สมเด็จช่วง" ไม่คืนรถหรูเข้าข่ายหนีภาษีผิดวินัยสงฆ์

  • วันที่ 18 ม.ค. 2559 เวลา 19:19 น.

พุทธะอิสระชี้ "สมเด็จช่วง" ไม่คืนรถหรูเข้าข่ายหนีภาษีผิดวินัยสงฆ์

"พุทธะอิสระ"ระบุ"สมเด็จช่วง"ไม่ส่งคืนเบนซ์หรูเลี่ยงภาษีผิดวินัยสงฆ์ต้องปราชิก

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. พระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมาได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบการครอบครองรถยนต์หรูของสมเด็จราชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช

สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ในปี 2556 ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับดีเอสไอในคดีเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อมนำเข้ารถหนีภาษี ทำให้ทราบว่า รถหรูราคาแพง หนึ่งใน 6,757 คันนั้น มีชื่อของสมเด็จฯช่วงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และครอบครองเอาไว้เป็นชื่อของตนเอง โดยข้อมูลในชั้นสืบสวนพบว่า มีการทำนิติกรรมอำพราง สำแดงหลักฐานเป็นเท็จว่า รถเมอร์เซเดสเบนซ์ หมายเลขทะเบียน ขม. 99 ขนาดเครื่องยนต์ 3,000 ซีซี ที่สำแดงว่าเป็นอะไหล่รถยนต์เก่า แต่แท้จริงเป็นการนำเข้ามาทั้งคัน เนื่องจากรถยนต์เก่าการถอดชิ้นส่วนมีโอกาสที่อะไหล่จะชำรุด และหาอะไหล่ชิ้นใหม่มาทดแทนไม่ได้ รวมทั้งไม่สามารถนำชิ้นส่วนมาประกอบใหม่ได้  การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ศุลกากร  มาตรา 27 ฐานสำแดงเอกสารเท็จ หลีกเลี่ยงอากร ลักลอบนำเข้าสินค้าหนีด่านศุลกากรออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บนและเขตปลอดอากร ต้องระวางโทษปรับ 4 เท่าของอากรที่หลบเลี่ยงจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

พระพุทธะอิสระ กล่าวต่อว่า ปัญหาคือใครเป็นผู้สั่งนำเข้ารถคันดังกล่าว ซึ่งดีเอสไอพบว่ามีบุคคลเป็นผู้จัดการนำรถออกมจากเขตปลอดภาษีโดยมีเจ้าหน้าที่ศุลกากรเข้าไปมีส่วนร่วม ส่วนหมายเลขทะเบียน ขม.99 เดิมเป็นของนักธุรกิจหญิงรายหนึ่งซึ่งต่อมาได้โอนเลขทะเบียนไปให้สมเด็จฯช่วง ต่อมามีการวิ่งเต้นนำรถออกจากศุลกากรและขายให้สมเด็จฯช่วงพร้อมกันทั้งรถและป้ายทะเบียน จึงชัดเจนว่าไม่มีฆราวาสคนใดถวายรถยนต์คันนี้ แต่สมเด็จฯช่วงขวนขวายเพื่อให้ได้มาซึ่งรถคันนี้ สำหรับรถโบราณคันอื่นๆในวัดปากน้ำฯเชื่อว่าดีเอสไอจะมีวิธีการสืบค้นข้อมูลต่อไป

"เดิมสมเด็จฯช่วง อาจจะอ้างได้ว่าไม่รู้ว่ารถคันนี้นำเข้ามาโดยหนีภาษี หรือมีการสำแดงเท็จเพราะเป็นเรื่องของฆราวาส แต่เมื่อปรากฎข้อมูลข่าวชัดเจนจะอ้างไม่รู้ไม่เห็นต่อไปไม่ได้ การไม่ส่งคืนรถให้ทางราชการจะถือว่ายินดีรับไว้ ซึ่งผิดวินัยสงฆ์ต้องปาราชิกสิขาบทที่ 2 ปรับอาบัติ เปรียบเทียบได้กับการรับของโจรของฆราวาส"พระพุทธะอิสระกล่าว

 

ข่าวอื่นๆ