ดีเอสไอแจงไม่มีการบุกค้นวัดปากน้ำ-ยึดรถโบราณ

  • วันที่ 16 ม.ค. 2559 เวลา 13:47 น.

ดีเอสไอแจงไม่มีการบุกค้นวัดปากน้ำ-ยึดรถโบราณ

กรมสอบสวนคดีพิเศษยืนยันไม่มีการบุกจู่โจมตรวจค้นวัดปากน้ำภาษีเจริญ เพื่อยึดรถโบราณในพิพิธภัณฑ์ เตรียมดำเนินคดีคนเผยแพร่ข่าวลือ

เมื่อวันที่ 16 ม.ค. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไป) แจ้งว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวบนระบบอินเทอร์เน็ต โดยอ้างแหล่งข่าวว่ามาจากกลุ่มไลน์สถาบันปัญญานันทะ ว่านายกรัฐมนตรี ได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 44 สั่งการ ดีเอสไอ ประสานกำลังทหาร ตำรวจ กว่า 100 นาย เตรียมบุกจู่โจมวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เพื่อสอบสวนปากคำสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และประธานกรรมการมหาเถรสมาคม และยึดรถโบราณในพิพิธภัณฑ์ โดยมีการประชุมลับและคาดว่าจะเข้าจู่โจมในอีกไม่เกินสองวันข้างหน้านั้น

ดีเอสไอ ขอชี้แจงทำความเข้าใจกับสาธารณชนให้ทราบโดย ทั่วกันว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้มีคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ให้ ดีเอสไอปฏิบัติการในเรื่องดังกล่าว และ ดีเอสไอก็มิได้มีการประชุมลับ หรือเตรียมการจะปฏิบัติการในเรื่องดังกล่าวตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด โดยกรณีที่มีการสร้างข่าวเท็จขึ้นนี้ อาจเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่พระพุทธะอิสระ ได้ยื่นเรื่องขอให้ ดีเอสไอตรวจสอบการครอบครองรถยนต์ที่นำเข้ามาจากนอกราชอาณาจักรของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ดังที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่แล้ว เนื่องจาก ดีเอสไออยู่ระหว่างการตรวจสอบรถยนต์จดประกอบที่อาจนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร จำนวนกว่า 5,000 คัน ซึ่งก็รับเรื่องไว้ดำเนินการสืบสวนว่ามีความเป็นมาอย่างไร โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบทางเอกสารกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง อันเป็นขั้นตอนปกติในการปฏิบัติงานและเหมือนกับกรณีอื่นๆ

ทั้งนี้ขอแจ้งเตือนไปยังกลุ่มบุคคลที่นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จบนระบบคอมพิวเตอร์ในเรื่องนี้ ว่าการกระทำของท่านอาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) (2) ฐาน นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน 

ดีเอสไอ ขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร โดยเฉพาะที่ไม่ได้มาจากหน่วยงานราชการ และข้อมูลข่าวสารบนระบบอินเทอร์เน็ต มิฉะนั้นจะตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพหรือผู้ไม่ประสงค์ดีต่อบ้านเมือง และการที่ท่านเผยแพร่ต่อซึ่งข้อความที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จ ก็อาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (5) ฐานเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อันเป็นเท็จด้วย โดยกรณีนี้ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากการประชาสัมพันธ์ของกรมสอบสวนคดีพิเศษผ่านช่องทางต่างๆโดยตรง จะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นความจริง

ข่าวอื่นๆ