"ฉันไว้ใจเธอ" คำพูดเดียว จดจำไม่ลืมเลือน

วันที่ 04 ธ.ค. 2558 เวลา 08:50 น.
"ฉันไว้ใจเธอ" คำพูดเดียว จดจำไม่ลืมเลือน
โดย...ระรินธร  เพ็ชรเจริญ

“ฉันไว้ใจเธอ” คำพูดเพียงคำเดียวแต่ทรงพลานุภาพยิ่ง เป็นสิ่งยึดมั่นเหนี่ยวนำให้หมอหนุ่มวัย 30 ต้นๆ คนหนึ่ง ทุ่มเทชีวิตทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนในชนบทท่ามกลางสถานการณ์ปราบปรามคอมมิวนิสต์ที่รุนแรง แม้จะมีโอกาสทางราชการและการเมือง แต่ก็หาได้ทำให้เขาทิ้งพื้นที่ ทิ้งประชาชนไปแต่อย่างใด

30 ปีเต็มที่ นพ.บุญยงค์ วงศ์รักมิตร รับราชการในตำแหน่งผู้อำนวยการอยู่ใน จ.น่าน  ตั้งแต่ปี 2507 ในยุคที่การสู้รบระหว่างทหารรัฐบาลกับกองทัพปลดแอกประชาชนเป็นไปอย่างเข้มข้น ทหาร ตำรวจที่บาดเจ็บจากการสู้รบ ส่งเข้ามายังโรงพยาบาลน่าน ซึ่งทำให้บุคลากรทุกฝ่ายของโรงพยาบาลในจังหวัดเล็กๆ ห่างไกลขาดแคลนเครื่องมืออุปกรณ์ทันสมัย  ต้องทำงานอย่างหนักอย่างที่แทบไม่รู้จักคำว่า “เวลาราชการ” และ “วันหยุด”

แรงบันดาลใจที่มีความหมายที่สุดในชีวิตของหมอบุญยงค์ คือ ในปี 2511 พระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชทานอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์มากมายและพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 2.4 แสนบาท ให้โรงพยาบาลน่านสร้างตึกพิทักษ์ไทย โดยมีพระราชดำรัสกับหมอบุญยงค์ว่า

“เงินที่ขอไปนั้น ฉันนำมามอบให้แล้ว  ขอให้หมอดำเนินการก่อสร้างเองนะ ไม่ต้องผ่านราชการ ฉันไว้ใจเธอ”

“ฉันไว้ใจเธอ” พระราชดำรัสครั้งนั้นยังคงก้องอยู่ในหัวใจหมอบุญยงค์ตราบเท่าทุกวันนี้ ทำให้ยังคงทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของเมืองน่าน ไม่เฉพาะแต่ด้านการแพทย์ แต่หลังเกษียณอายุราชการก็ยังทำงานในทุกสถานะที่จะทำประโยชน์ให้กับเมืองน่านได้

“กษัตริย์ตรัสกับเราแบบนี้ เราก็ดีใจ ปลาบปลี้มในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่เปรียบมิได้”

ระยะเวลา 51 ปีที่อยู่เมืองน่าน พ่อหมอบุญยงค์จึงกลายเป็นผู้อาวุโสที่คนน่านทุกระดับยอมรับนับถือ เป็นผู้ที่ให้แนวคิด แนวทางพัฒนา แก้ไขปัญหาให้กับหลายองค์กร ประชาคมน่านจึงเปรียบเสมือนโรงเรียน ที่มีอาจารย์หมอบุญยงค์เป็นครูใหญ่ ในฐานะที่ปรึกษาอาวุโสประชาคมน่าน เป็นจริยวัตรที่หมออีกหลายรุ่นเดินตามเส้นทางแบบอย่างดีงามของอาจารย์หมอบุญยงค์

นพ.บุญยงค์ วงศ์รักมิตร
นพ.บุญยงค์ วงศ์รักมิตร

แม้จะเป็นคนลำปาง แต่หลังเกษียณอายุราชการ พ่อหมอบุญยงค์ก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองน่าน 51 ปีที่อยู่กับเมืองน่าน กระทั่งปัจจุบันอายุ 82 ปี ทำให้เห็นการเจริญเติบโตของเมืองน่านแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป

“น่านเป็นเมืองช้าๆๆ  คำว่าช้าๆๆ หมายถึง ทำให้มีเวลาคิด มีสติ น่านเป็นเมืองสงบ ผู้คนมีอัธยาศัยไมตรี  ไม่มีคดีรุนแรง  แม้เป็นจังหวัดที่ผู้คนไม่ได้มีรายได้อะไรมากมายหวือหวา แต่ไม่มีขอทาน ไม่มีเด็กวัด ซึ่งหมายถึง เด็กน่านมีบ้านอยู่ มีข้าวกิน  น่านจึงเป็นเมืองที่กินอิ่ม นอนอุ่นแบบน่าน”

พ่อหมอบุญยงค์ เล่าว่า ความเจริญแบบผิดหูผิดตาของเมืองน่าน เริ่มจากปี 2522  เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ใจกลางเมืองน่าน มีการก่อสร้างอาคารตึกรามบ้านช่องขึ้นมาใหม่ ถนนก็ถูกปรับ มีการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจที่ชัดเจน กระทั่งเข้าสู่ยุคของการเป็นเมืองท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2552 ผู้คนเข้ามาใน จ.น่าน อย่างมากมาย คนน่านเริ่มเห็น “รถติด” ในคราวนั้น จากโรงแรมเพียงไม่กี่แห่ง แต่ละแห่งกว่าจะขึ้นมาได้ก็นานแสนนาน ปัจจุบันที่พักเมืองน่านขึ้นราวดอกเห็ด ช่วงไฮซีซั่นต้องจองห้องพักล่วงหน้ากันครึ่งปี ถึงจะมีเงินก็อาจไม่ได้มาเที่ยวน่านก็เป็นได้

ความเจริญของเมืองน่าน คือสิ่งที่ผู้อาวุโสห่วงใย

“การพัฒนาด่านสากลห้วยโก๋นอย่างเต็มตัวให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจและการเปิดเออีซีที่จะมีการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด ทุกอย่างจะหลั่งไหลผ่านน่าน เงิน การค้า วัฒนธรรม ผู้คนชนชาติ  คนน่านจะได้อะไร จะตั้งรับได้ทันหรือเปล่า จะมีการจัดการที่เหมาะสมได้หรือไม่ และเรื่องเยาวชนเมืองน่าน คนรุ่นต่อไปที่จะต้องมารับช่วงต่อ รับไม้ต่อจากคนรุ่นเก่า มาพัฒนาเมืองน่าน”

"ขณะนี้ก็เห็นได้ว่าลูกหลานเมืองน่านมีความตื่นตัวในการดูแลบ้านเมืองของตัวเอง แต่ก็ยังมีการครอบความคิดของเด็ก หน่วยงานและองค์กรที่ทำงานเรื่องเด็ก จะต้องเปิดโอกาสให้เด็ก ได้รู้ได้ทำ ได้คิด ให้โอกาสที่เหมาะสม จะทำให้เด็กๆได้เรียนรู้บริบทจริงๆ คิดได้จริงๆ ด้วยตัวเอง ขณะนี้ที่ จ.น่านมีการเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ก็ขอให้คนน่านมีสติ ใช้เหตุผลและปัญญาในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ขอให้ใช้ความร่วมมือร่วมใจกันของทุกคนทุกฝ่าย ด้วยพื้นฐานความหวังดีต่อกัน มีเมตตาต่อกัน เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน”

เป็นแนวคิดของผู้อาวุโสที่อุทิศตัวเพื่อเมืองน่านและเฝ้ามองก้าวเดินของเมืองน่านอย่างห่วงใย