สตม.กวาดล้างต่างชาติผิดกม.7วันจับได้เฉียดหมื่นคน

  • วันที่ 25 ต.ค. 2558 เวลา 16:41 น.

สตม.กวาดล้างต่างชาติผิดกม.7วันจับได้เฉียดหมื่นคน

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแถลงกวาดล้างต่างชาติทำผิดกฎหมาย 7 วันจับได้ 9.2 พันคน พบส่วนใหญ่อยู่ในประเทศเกินเวลาที่กำหนด

เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ที่ปรึกษาสบ.10 ด้านความมั่นคง พล.ต.ท.เดชา ชวยบุญชุม ผช.ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. พล.ต.ต.ภาคภูมิ สัจจพันธุ์ รองผบช.สตม.  พล.ต.ต.อภิรัต นิยมการ รองผบช.สตม. พล.ต.ต.นิพนธ์ เจริญผล รองผบช.น. พล.ต.ต.เมธี กุศลสร้าง รองผบช.ภ.1 ร่วมกันแถลงผลการกวาดล้างชาวต่างชาติที่อยู่ผิดกฎหมาย ในห้วงวันที่ 19-25 ตุลาคม 2558 โดยสามารถจับกุมชาวต่างชาติ ได้จำนวน 9,265 คน ประกอบด้วย ความผิดตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 จำนวน 9,038 คน คิดเป็นร้อยละ 97.55 ของจำนวนที่จับกุมทั้งหมด ,ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา จำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 0.19 ของจำนวนที่จับกุมทั้งหมด และ ความผิดตาม พ.ร.บ. อื่นๆ จำนวน 209 คน คิดเป็นร้อยละ 2.26 ของจำนวนที่จับกุมทั้งหมด ส่วนคดีสำคัญที่มีผลการจับกุมทั้งหมด 4 คดี มีผู้ต้องหา จำนวน 6 คน

ประกอบด้วยคดีที่1 จับกุมนางสาวคริสตินา โมนิกา อายุ 23 ปี สัญชาติรัสเซีย ผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการรัสเซียและตำรวจสากล ในความผิดฐาน ฉ้อโกง โดยสามารถจับกุมได้เมื่อวันที่21ต.ค.58 และนาย กีโกลี ลีซาคอฟ อายุ 24 ปี สัญชาติรัสเซีย ผู้ต้องหาตามหมายจับของทางการรัสเซียและตำรวจสากล ในความผิดฐานฉ้อโกง สามารถจับกุมได้เมื่อวันที่21ตุลาคม2558 โดยนางสาวคริสตินา เป็นผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้าธนาคารแห่งหนึ่ง ในประเทศรัสเซีย และใช้ตำแหน่งของตนโอนเงินจากบัญชีของลูกค้า มายังบัญชีลับของตน จำนวน 4,290,815 รูเบิ้ล หรือประมาณ 4,025,000 บาท และร่วมกับนายกีโกลี โอนเงินจากบัญชีของลูกค้า เข้าบัญชีส่วนตัวของนายกีโกลี จำนวนเงิน 900,000 รูเบิ้ล หรือ ประมาณ 945,000 บาท ซึ่งทั้งคู่ได้หลบหนีเข้ามาที่ประเทศไทย ซึ่งทางการรัสเซียได้ออกหมายจับ พร้อมทั้งทำการยกเลิกหนังสือเดินทางของทั้งคู่ไว้แล้ว ซึ่งทางสตม.ได้ตรวจสอบพบว่านางสาวคริสตินา และนายกิโกลี อยู่ในประเทศไทย จนกระทั่งเจ้าหน้าที่สามารจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ได้บริเวณสำนักงานอาคารชุดพัทยาพลาซ่า ถนนสุขุมวิท เมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ในข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด

คดีที่2 สามารถจับกุมนาย นายอโบเบล เมไซปอด เอสต้า อายุ 32 ปี และ นางสาวชาญเซลีน เกนวี อายุ 28 ปี สัญชาติ แคเมอรูน ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดขอนแก่น ในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม โดยสามารถจับกุมได้เมื่อวันที่24ตุลาคม2558 โดยนายอโบเบล และนางสาวชาญเซลีน เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดขอนแก่นในความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม เนื่องจากผู้ต้องหาทั้ง2 ได้ว่าจ้างนายหน้าชาวแคเมอรูนซึ่งพำนักอยู่ในจังหวัดขอนแก่น ทำการยื่นขออยู่ต่อการพำนักอยู่ภายในประเทศ และเอกสารที่นำไปประกอบการยื่นขออยู่ต่อนั้นเป็นเอกสารปลอมของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นอาจารย์สอนภาษา และจากการตรวจสอบของ ตม.จว.ขอนแก่น พบว่าเป็นเอกสารปลอม จึงได้ดำเนินการเพิกถอนการอนุญาตอยู่ในราชอาณาจักร และได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยศาลจังหวัดขอนแก่นได้ออกหมายจับ ต่อมา พ.ต.อ.ทิฆัมพร ศรีสังข์ ผกก.2 บก.สส.สตม. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ กก.2 บก.สส.สตม. ได้ทำการสืบสวน และสามารถจับกุมตัว นาย อโบเบล ได้ที่บริเวณปากซอยรามคำแหง68 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. และ นางสาว ชาญเซลีน สามารถจับกุมได้ที่ ต.นาเริก อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี จึงได้นำส่ง พงส.สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อดำเนินคดีต่อไป

คดีที่3 สามารถจับจับกุม นายมินวู ซู อายุ 34 ปี สัญชาติเกาหลีใต้ ได้รับการประสานจากสำนักงานตำรวจสากลสาธารณรัฐเกาหลี แจ้งข้อมูลบุคคลมีหมายแดง ในความผิดฐาน การพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย สามารถจับกุมได้เมื่อวันที่23ตุลาคม2558 โดยทางการไทยได้รับการประสานจากสำนักงานตำรวจสากลสาธารณรัฐเกาหลี แจ้งข้อมูลบุคคลมีหมายแดง กรณีนายมินวู เกิดวันที่ 19สิงหาคม2515 อายุ 43 ปี สัญชาติเกาหลีใต้ เนื่องจากเป็นบุคคลที่ทางเกาหลีใต้ต้องการตัวมาดำเนินคดีข้อหาการพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย โดยตำรวจสากลเกาหลีใต้ได้ออกหมายแดง นายมินวู เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2558 ซึ่งสตม.ได้แจ้งให้หน่วยงานในสังกัดสืบสวนและติดตามจับกุม ชุดสืบสวน ตม.จว.ชลบุรี   ลงพื้นที่สืบสวนหาข่าว สืบทราบว่านายมินวู ได้ทำธุรกิจเปิดร้านนวด ชื่อ โมอา มาสสาด จึงได้จัดกำลังไปตรวจสอบที่ถนนสุขุมวิท ซอยพัทยาเซ็นต์ทรีคอนโด ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี และพบนายมินวู ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกันกับที่สำนักงานตำรวจสากลสาธารณรัฐเกาหลี ต้องการตัว จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรแล้ว เมื่อวันที่22ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา

คดีที่ 4 เป็นการจับกุมนายเมียวจิ อายุ 47 ปี สัญชาติเมียนมา ในความผิดฐานปลอมและใช้รอยตราประทับปลอม(ปลอมตราประทับขาออก ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดระนอง) และเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการอนุญาตสิ้นสุด สามารถจับกุมได้เมื่อวันที่19ตุลาคม 2558 โดยเจ้าหน้าที่กก.สส.บก.ตม.2 ได้รับแจ้งจากฝ่าย ตม.ขาออก(โซนตะวันออก) ตม.ทอ.สุวรรรณภูมิ ว่าตรวจพบบุคคลต่างด้าวมาแสดงตน เพื่อรับการตรวจอนุญาตเดินทางออกนอกราชอาณาจักร และพบลักษณะความผิดปกติของรอยตราประทับในหน้าหนังสือเดินทาง เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตนและขอตรวจสอบเอกสารการเดินทาง ในเบื้องต้นพบรอยตราประทับขาออก ด่าน ตม.จว.ระนอง ที่ปรากฏในหน้าหนังสือเดินทางของกลาง(หน้า11) ซึ่งรอยตราประทับดังกล่าว มีลักษณะผิดรูปแบบของรอยตราประทับอย่างชัดเจนจึงได้ตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่ามีลักษณะแตกต่างกับของจริงจึงดำเนินการจับกุม

พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวว่า หลังจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.มอบนโยบายให้เร่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในรูปแบบต่างๆ และได้กวาดล้างชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ กว่า 9,200 คน มีทั้ง ผู้ต้องหาตามความผิด พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ผู้ต้องหาคดีอาญา และความผิดอื่นๆ โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องหาที่อยู่ในประเทศเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือ over stay โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลทวีปแอฟริกามีจำนวนมากที่สุด

ส่วนสาเหตุที่มีผู้ต้องหากระทำความผิดในข้อหานี้ เนื่องจากปัจจุบัน อัตราโทษในข้อหานี้ ยังเป็นเพียงโทษปรับเป็นเงิน 500 - 20,000 บาท ก่อนจะถูกผลักดันกลับประเทศต้นทาง และสามารถกลับเข้ามาได้ใหม่ แต่หลังจากนี้ได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีออกคำสั่ง ไม่ให้คนต่างด้าวเข้ามาในประเทศ โดยมีข้อกำหนด หากคนต่างด้าวเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเกินกว่า 90 วันจะห้ามเข้ามาในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 1 ปี หากอยู่เกินกว่า 1 ปี ห้ามเข้ามาในประเทศไทย 3 ปี หาากเกินกว่า 3 ปี ห้ามเข้า 5 ปี และหากเกินกว่า 5 ปี ห้ามเข้าประเทศไทยเป็นระยะเวลา 10 ปี ในกรณีที่เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่

พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวอีกว่า ส่วนผู้ที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวมาดำเนินคดี หากอยู่ในประเทศไทยไม่เกิน 1 ปี ห้ามเข้าประเทศไทยเป็นระยะเวลา 5 ปี ถ้าเกิน 1 ปี ห้ามเข้าประเทศไทยเป็นระยะเวลา 10 ปี

ทั้งนี้คำสั่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งผ่านความเห็นชอบ จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้ว

ข่าวอื่นๆ