หัวใจพ่อ คอยน้องอยู่ที่แก่ง

วันที่ 13 ก.ย. 2558 เวลา 09:46 น.
หัวใจพ่อ คอยน้องอยู่ที่แก่ง
โดย...เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข eak@mirror.or.th

“พอรู้ว่าลูกหายไปประมาณครึ่งชั่วโมง ผมรีบไปแจ้งความที่โรงพัก ตำรวจไม่ยอมรับแจ้ง บอกว่าหายไปไม่ครบ 24 ชั่วโมง”

เขาเล่าด้วยสีหน้าแววตาจริงจัง ผมไม่ได้ขัดจังหวะอะไร ปล่อยห้วงเวลาให้เกิดความเงียบสักพัก แล้วเขาก็พรั่งพรูเรื่องราวการหายตัวไปของลูกสาววัย 9 ขวบ ออกมาพร้อมน้ำตา 18 ก.ย. 2553 เวลาประมาณ 19.30 น. ภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าร้านสะดวกซื้อภายในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งใน อ.แก่งคอย จ.สระบุรี จับภาพ ด.ญ.จีรภัทร ทองชุม หรือน้องจีจี้ เด็กหญิงวัย 9 ขวบ ซึ่งกำลังช่วยแม่ขายพวงมาลัยอยู่ภายในปั๊มน้ำมันดังกล่าว กึ่งวิ่งกึ่งเดินผ่านหน้ากล้องวงจรปิดไป คล้ายว่ากำลังมีคนเรียกซื้อพวงมาลัยอยู่ที่หน้าปั๊ม หลังจากน้องจีจี้วิ่งหลุดจากกล้องวงจรปิดไป ก็ไม่มีใครได้พบเห็นตัวน้องจีจี้อีกเลย

การหายตัวไปของลูกคนขายพวงมาลัยและลูกคนงานรับจ้างขายสินค้า กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสนใจ มีเพียงชุมชนคนทำงานในปั๊มน้ำมันที่ช่วยกันออกติดตามหาในช่วงที่น้องหายไปแรกๆ อีกทั้งในยุคสมัยนั้น โลกออนไลน์ โลกโซเชียล ยังไม่กว้างขวางแรงชัดทุกพื้นที่เหมือนในปัจจุบัน

กระทั่งมีนักข่าวท้องถิ่นมาเติมน้ำมันในปั๊มแห่งนี้ แล้วได้ทราบเรื่องการหายตัวไปของน้องจีจี้ จึงได้ทำข่าว และส่งข่าวนั้นเข้ามากรุงเทพฯ เรื่องนี้จึงกลายเป็นประเด็นว่ามีเด็กหายแล้วตำรวจไม่รับแจ้งความและไม่ช่วยติดตามหาในตอนแรก

การเป็นข่าวในเช้ารุ่งขึ้นหลังจากน้องหายไปหลายวันแล้ว มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและกองทัพนักข่าวจำนวนมากเดินทางเข้ามาในพื้นที่ การหายตัวไปของน้องจีจี้กลายเป็นเรื่องที่คนรู้จักเพียงในชั่วเวลาข้ามคืน แต่นั่นก็อาจจะช้าเกินไปในการติดตามหาเด็กหายได้อย่างทันท่วงที เพราะน้องจีจี้อาจถูกพาไปไกลหรือได้รับอันตรายแล้ว

ผมทราบเรื่องการหายตัวไปของน้องจีจี้จากข่าวทางโทรทัศน์เช่นเดียวกัน ในช่วงแรกผมไม่สามารถเข้าไปถึงการช่วยเหลือครอบครัวนี้ได้ เนื่องจากระยะแรกๆ ตำรวจและนักข่าวยังคงติดตามในพื้นที่จำนวนมาก ตลอดจนในช่วงนั้นครอบครัวน้องจีจี้ไม่มีโทรศัพท์ การติดต่อครอบครัวน้องจึงค่อนข้างยากเย็นพอสมควร หลังจากไม่มีความคืบหน้าในการติดตามหาตัวน้องจีจี้ และทุกหน่วยเริ่มถอนตัวออกจากพื้นที่ ช่วงนี้ที่มูลนิธิกระจกเงา จึงได้เข้าไปมีบทบาทช่วยเหลือในการติดตาม

หลังการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ มีเบาะแสแจ้งเข้ามาหลายจุด ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน กระทั่งภาคใต้ พวกเราก็ลงพื้นที่ไปติดตาม สืบเสาะโดยเร็ว แต่ทุกครั้งก็คว้าน้ำเหลว

เป็นเรื่องที่ดีใจตื่นเต้นทุกครั้งเวลามีเบาะแส พวกเราขับรถลงพื้นที่ด้วยความมุ่งมั่นมีพลัง พอไปในพื้นที่กลับกลายเป็นเด็กที่ไม่ใช่น้องจีจี้ เป็นเพียงเด็กที่มีหน้าตาคล้ายกัน ก็ทำให้ผิดหวัง เดินทางไปแบบดีใจกลายเป็นห่อเหี่ยวตอนกลับตลอด เป็นแบบนี้อยู่หลายครั้งจนชินกับความผิดหวังไปซะแล้ว นี่ขนาดพวกเราเป็นแค่คนช่วยติดตามหายังลุ้นแล้วเจ็บปวดขนาดนี้ ไม่ต้องนึกว่ากระแสแห่งความหวังที่ขึ้นๆ ลงๆ นี้จะเจ็บปวดกับครอบครัวน้องจีจี้ขนาดไหน

 

มีเรื่องน่าเสียใจอย่างหนึ่งที่ผมต้องกล่าวถึง ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน สมัยนั้นก็ยังถือว่าประสบการณ์ความรู้ บทเรียนแผนประทุษกรรมของการลักพาตัวเด็กพวกเรายังมีไม่มากนัก  วิธีคิดอ่านการสืบสวนยังมีข้อจำกัด ตอนนั้นหลังจากลงพื้นที่ เราจึงทำได้เพียงการประกาศผ่านสื่อต่างๆ เพื่อขอรับเบาะแส และไปตรวจสอบติดตามตามเบาะแสที่ได้รับมาเท่านั้น

ตอนหลังพอเราเริ่มมีความรู้ มีประสบการณ์ มีการถอดบทเรียนจากกรณีอื่นๆ และการได้ไปอบรมเรื่องการสืบสวนติดตามเด็กหายที่สหรัฐอเมริกา จึงทำให้เรามีมุมมองมากขึ้น ดังนั้น เราจึงพยายามนำความรู้มาปรับใช้ต่อกรณีการติดตามหาน้องจีจี้มากยิ่งขึ้น แต่ก็นับว่าเราเสียเวลาไปหลายปีจากประสบการณ์อันน้อยนิดของพวกเราในตอนนั้น

ผมสนิทกับครอบครัวน้องจีจี้พอสมควรในระดับที่สามารถพูดคุยเล่นกันได้ ระยะหลังเวลาครอบครัวน้องจีจี้มีปัญหาอะไรมักจะโทรมาปรึกษาหารือกับผม หลายครั้งเป็นเรื่องการระบายปรับทุกข์ เป็นเพื่อนคุยให้กำลังใจกัน กลายเป็นเพื่อนกันไปแล้ว

เวลาเจอกันผมมักจะไปสัมผัสที่มือหรือไหล่ของพวกเขา อยากจะส่งพลังและกำลังใจไปให้ ผมรู้ดีว่าเขามีความทุกข์ใจขนาดไหนในการติดตามหาลูกสาวที่หายไป และการดำเนินชีวิตที่ต้องหาเช้ากินค่ำ

เขามักบอกว่า ยังไหว ยังสู้ แม้ว่าสีหน้าแววตาของเขาจะทุกข์ใจขนาดไหน และผมยังพอเห็นรอยยิ้มจางๆ ของเขาตลอด นั่นทำให้ผมเชื่อว่าเขายังสู้อยู่จริงๆ แม้ว่ามันจะหนักหนาสาหัสสักเพียงใด

ครอบครัวน้องจีจี้เป็นคนสู้ชีวิต สมัยที่น้องหายตัวไปตอนแรก ครอบครัวค่อนข้างยากจน ขนาดโทรศัพท์มือถือที่จะใช้ติดต่อประสานงานยังไม่มีเลย เวลาผมจะติดต่อครอบครัวนี้ต้องโทรไปที่ทำงานของเขาเพื่อให้ช่วยตามมาคุยโทรศัพท์ มีช่วงหนึ่งที่ครอบครัวนี้ประสบปัญหาชีวิต จนรถกระบะที่ใช้ทำมาหากินต้องถูกยึดไป แต่เพื่อนร่วมงานและญาติๆ ช่วยกันลงขันเพื่อไถ่ถอนรถคันนั้นกลับมาเพื่อให้ครอบครัวน้องจีจี้ได้ใช้ขับไปติดตามหาน้องจีจี้ในพื้นที่ต่างๆ

ผมเห็นน้ำตาของพ่อแม่น้องจีจี้มานับครั้งไม่ถ้วน เกือบ 5 ปีเต็ม ทุกครั้งที่พวกเขาต้องเล่าถึงเรื่องการหายตัวไปของลูก พวกเขามักกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แม้ว่าจะเป็นเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ ที่เล่ามาไม่รู้จะกี่รอบ แต่ทุกครั้งก็ยังเป็นความรู้สึกเดิม ความรู้สึกที่ยังรักและคิดถึงลูกเสมอ และยังเป็นความรู้สึกที่ยังมีความหวังแห่งการรอคอย

ทุกวันนี้เวลามีเบาะแสใหม่ๆ แจ้งเข้ามา พวกเขายังคงตื่นเต้นอยู่เสมอ พวกเขาหวังว่าเบาะแสต่างๆ เหล่านั้นจะเป็นน้องจีจี้ตัวจริงเสียที ซึ่งพวกเราก็หวังว่าเขาจะได้พบกับวันนั้นสักวันหนึ่ง

อีกเรื่องที่น่าชื่นชมครอบครัวนี้ คือ เขาไม่ใช่แค่พ่อแม่ของน้องจีจี้ที่หายตัวไปเท่านั้น แต่เขาคือตัวแทนของครอบครัวที่ประสบเคราะห์กรรมลูกหายในการเป็นปากเป็นเสียง เสนอแนะแนวทางต่างๆ ต่อหน่วยงานภาครัฐ ในขณะที่เวลาเขาขายของ นอกจากแจกประกาศตามหาน้องจีจี้แล้ว เขายังเคยพรินต์ประกาศเด็กหายรายอื่นๆ มาช่วยแจกอีกด้วย

พ่อน้องจีจี้เคยโทรมาแสดงความดีใจเวลาทราบข่าวว่าพวกเราสามารถติดตามเด็กหายรายอื่นพบตัว ผมรู้ดีว่าเขาดีใจด้วยจริงๆ อยากให้เด็กหายได้กลับบ้าน ในขณะเดียวกันผมก็รู้ดีว่า เขาอยากสัมผัสความโชคดีและความดีใจเช่นนี้บ้าง

5 ปีผ่านมาแล้ว แม้จะยังไม่มีวี่แววการพบตัวน้องจีจี้ แต่พวกเรายังยืนยันคำเดิมว่า

“จะอยู่บ้านเดิม จะอยู่ปั๊มเดิม จะอยู่ที่เดิมเผื่อวันไหนเขาใจดีเอาลูกกลับมาคืน”