สปช.ชี้ต้องเร่งปฎิรูปสิ่งแวดล้อมให้ทันใน3เดือน

วันที่ 19 มิ.ย. 2558 เวลา 18:25 น.
สปช.ชี้ต้องเร่งปฎิรูปสิ่งแวดล้อมให้ทันใน3เดือน
สปช.ชี้หลากข้อจำกัดปฏิรูปสิ่งแวดล้อม ต้องเร่งให้ทันใน 3 เดือน ส่วนภาคประชาชนเลิกหวัง ระบุ สปช.มีข้าราชการมากเกินไป

เมื่อวันที่19มิ.ย. ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  จัดเวทีเสวนาเรื่อง  “ช่องโหว่กฎหมาย-การปฏิรูปสิ่งแวดล้อม”  ณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถ.สามเสน กรุงเทพฯ  ซึ่งมีทั้งกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาปฏิรูปแห่งชาติ,  สมัชชาองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม  และคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมาร่วมเวทีเสวนาในครั้งนี้

หลังจากที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกำลังเปิดเวทีรับฟังคำชี้แจงขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นที่ว่าด้วยสิทธิพลเมืองในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาทิ มาตรา 62,63, 64,92 และ 287 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดทำ EIA และ EHIA และมีเจตนารมณ์ให้  “พลเมืองเป็นใหญ่” เพิ่มความคุ้มครอง “สิทธิการมีส่วนร่วม” และเพื่อให้มีสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะที่ดี ถูกยื่นเสนอขอแก้ไขจากหน่วยงานของรัฐบางแห่งเพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในระดับยุทธศาสตร์เป็นไปตามความต้องการในอนาคต  รวมทั้ง สปช.บางกลุ่มก็ยังยื่นขอตัดบางมาตราที่อาจส่งผลให้องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมต้องยุติบทบาทลง

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาปฏิรูปแห่งชาติ ระบุว่ายังมีข้อจำกัดจากเงื่อนไขด้านเวลาที่กระชั้นชิดมากเกินไป จากที่คิดว่าจะอยู่ได้อีก 8 เดือนเป็นอย่างน้อย กลับหดแคบเหลือเพียง 3 เดือน จึงจำเป็นต้องเร่ง  และใช้วิธีจัดลำดับความสำคัญว่าเรื่องไหนที่จำเป็นต้องปฏิรูป  เช่น  เรื่องของการกระจายอำนาจ  เรื่องการต่อต้านคอร์รัปชั่น  เรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน  อีกเรื่องก็คือเรื่องกระบวนการยุติธรรม  เพื่อกระบวนการอื่น ๆ เดินหน้าต่อไปได้    

ทั้งนี้ความเห็นที่แตกต่างกันมากในเรื่องการปฏิรูปแต่ละด้านเป็นข้อจำกัดอีกส่วนหนึ่ง  ด้วยแนวคิดและประสบการณ์ของกรรมาธิการทำให้การหาทางออกจากปัญหาต่างกัน  ทั้งยังมีเงื่อนไขด้านเวลาที่มีอยู่น้อยยังทำให้การหาความเห็นร่วมกันเป็นไปได้ยาก

ขณะที่นายหาญณรงค์ เยาวเลิศอีกหนึ่ง กมธ.ปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สปช.เปิดเผยว่าใน สปช.มีความแตกต่างทางความคิดกันมาก ซึ่งมองมุมหนึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี แต่ก็ทำให้การเดินไปข้างหน้าสะดุด ทั้งที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สมบูรณ์ที่สุด และเป็นความหวังที่จะสามารถปฏิรูปสิ่งแวดล้อมได้สำเร็จ ประชาชนและสิ่งแวดล้อมได้ประโยชน์สูงสุด แต่กลับมีความพยายามของคนบางกลุ่มที่จะตัดทอนให้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมอ่อนแอลง หรือย้อนกลับไปเหมือนร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 

“มีกฎหมายบางฉบับของประชาชนที่กรรมาธิการโหวตสวนขึ้นมาว่าไม่เห็นด้วย  แม้ว่าจะอยู่ในกรรมาธิการเดียวกันก็ไม่เห็นด้วย  เพราะรู้สึกว่าไม่ใช่มิติที่ตัวเองเชื่อหรือมิติที่ตัวเองเข้าใจมาตลอด  แต่ว่าพอเวลาตัวเองเสนอก็เสนอแบบเดิม ๆ  กฎหมายบางฉบับปรับปรุงแล้ว  แต่เสนอถอยหลังไปอีกเป็น 10 -20 ปี  คนที่เคยเป็นข้าราชการเก่า ๆ  ก็ยังยึดติดแบบเก่า ๆ ไม่เปลี่ยนอะไรเลย  แม้จะมีความพยายามเสนอแนวทางการปฏิรูปแบบใหม่  เขาก็บอกว่าไม่ใช่รูปแบบที่เขาถนัด ส่วนบางคนตอนประชุมเสนอความเห็นไม่เคยอยู่ แต่แหย่ขาเข้ามาค้านอย่างเดียว”  นายหาญณรงค์ กล่าว กมธ.ปฏิรูปทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมกล่าวอีกว่า คาดการณ์ว่ารัฐธรรมนูญจะต้องปรับปรุงแล้วเสร็จภายในวันที่  4  กันยายนนี้  ซึ่งเหลือเวลาประมาณ 60 วัน ทำให้เวลาที่เหลือส่วนใหญ่ต้องเร่งรัดจัดทำรายงานให้แล้วเสร็จ  ทำให้เนื้อหาในรายงานไม่สมบูรณ์  โดยจะระบุแค่เพียงเนื้อหาแต่ไม่ลงรายละเอียดแนวทางการปฏิบัติได้จริง  รวมทั้งขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นของแต่ละภาคส่วนก็ไม่สามารถทำได้  เช่นเดียวกับนายบัณฑูรย์  เศรษฐศิโรตม์  ที่ทิ้งท้ายว่าแม้จะมีการตัดทอนเนื้อหาบางส่วนไปแต่ก็จะพยายามให้เนื้อหาภาคปฏิรูปดำรงอยู่  โดยคงสาระ  ทิศทาง  และหลักการสำคัญไว้  แต่จะมีความกระชับเพื่อตอบสนองคำแก้ไขของภาคส่วนต่าง ๆ  แล้วเอารายละเอียดที่เคยเขียนอยู่เดิมที่ถูกตัดออกไปถ่ายลงในพระราชบัญญัติว่าด้วยการปฏิรูป  ซึ่งจะเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีกฉบับที่จะมาขยายเนื้อหารายละเอียด  และกลไกของรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป

ส่วนนางสาวศยามล ไกรยูรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย( คปก.)กล่าวว่า ในด้านที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมทาง คปก.มีข้อเสนอแก้ไขเปลี่ยนแปลงเฉพาะมาตรา 57 เป็นสิทธิในการพัฒนา โดยมีหลักการสำคัญ คือสิทธิในการมีส่วนร่วม สิทธิได้รับประโยนชน์จากการพัฒนาอย่างเท่าเทียม สิทธิได้รับข้อมูลคำชี้แจง และเหตผลจากหน่วยงานรัฐก่อนการอนุญาตให้ดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อ่านมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัย “เห็นได้ว่าเราจะมุ่งเน้นในเรื่องของสิทธิ ยังมีเรื่องของสิทธิในที่ดิน และสิทธิในสิ่งแวดล้อมอีก และให้ความสำคัญกับหลักการประเมิน EIA และ EHIA ต้องสอดคล้องกับการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) และยังมีเรื่องของการรับฟังความเห็นของประชาชน การรับรองสิทธิในการฟ้องหน่วยงานของรัฐ ทั้งหมดเป็นเรื่องสิทธิของประชาชนทุกด้าน เพราะต่อไปมันจะกลายเป็นข้อถกเถียงระหว่างเศรษฐกิจเสรี กับ เศรษฐกิจที่เป็นธรรม เราจะเอาอย่างไร สิ่งใดที่จะกระทบต่อผู้บริโภคและหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งหลังจากเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ยังมีหลายประเด็นที่ต้องถกเถียงกัน”  รองเลขาธิการ คปก.กล่าว ด้านนายภาคภูมิ พิธานรติวัฒน์ จากสมัชชาองค์กรชุมชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า ตนเองไม่มีความคาดหวังว่าจะสามารถปฏิรูปด้านสิ่งแวดล้อมได้ในรัฐบาลนี้และรัฐบาลหน้า เพราะการผลักดันการปฏิรูปสวนทางกับนโยบายของรัฐบาลมาโดยตลอด เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเรื่องความเติบโตของตัวเลขมากกว่าการป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนและสิ่งแวดล้อม การออกนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษในหลายจังหวัดและโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา ทำลายสิทธิชุมชนลงทั้งหมด

“ถ้ามีการพัฒนาที่มุ่งเน้นความยั่งยืนตั้งแต่แรก ก็ไม่มีปัญหาตามมา แต่ทุกโครงการมีแต่ตัวเลขของเงินงบประมาณ แต่ไม่มีการศึกษาผลที่จะตามมา สุดท้ายภาคประชาชนต้องหันกลับมาทบทวนกันว่า เราต้องเริ่มต้นปฏิรูปด้วยตนเอง ต้องร่วมกันแสดงพลังออกมา ทุกวันนี้นายกรัฐมนตรีจิบน้ำชากับพ่อค้านายทุน ไม่ได้มาจิบน้ำชากับภาคประชาชนเลย ส่วน สปช.ก็มีข้าราชการมากเกินไป เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งงานส่วนตัวก็เยอะอยู่แล้ว จะเอาเวลาไหนมาพิจารณาเรื่องปฏิรูปอีก”

ตัวแทนจากสมัชชาองค์กรชุมชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเปิดเผยว่า วันที่ 24 มิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นวันที่เปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร ภาคประชาชนจะไปรวมตัวกันที่หมุดประชาธิปไตย ลานพระบรมรูปทรงม้าเพื่ออ่านคำประกาศเจตนารมณ์เพื่อผลักดันการปฏิรูปให้เป็นจริง.

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต