รองปลัดยธ.พร้อมย้ายตำแหน่งหลังกลุ่มสหกรณ์ไม่พอใจ

วันที่ 26 ม.ค. 2558 เวลา 18:16 น.
รองปลัดยธ.พร้อมย้ายตำแหน่งหลังกลุ่มสหกรณ์ไม่พอใจ
รองปลัดธวัชชัย พร้อมย้ายตำแหน่ง หลังกลุ่มสหกรณ์เครดิตยูเนียนไม่พอใจ ใช้ตำแหน่งประกันตัวผู้ต้องหารายสำคัญ

เมื่อวันที่ 26 ม.ค. นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ชี้แจงผ่านไลน์นักข่าวประจำกระทรวงยุติธรรม กรณีใช้ตำแหน่งประกันตัวนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น โดยมีเนื้อหาว่า

หากกระทรวงยุติธรรมเห็นว่า การกระทำของข้าพเจ้าฯ แม้กฎหมายให้สามารถกระทำได้ แต่หากกระทรวงยุติธรรมพิจารณาในมิติเชิงจริยธรรมแล้ว อาจทำให้กระทรวงยุติธรรมเกิดความเสียหาย ในส่วนของข้าพเจ้าฯ ในฐานะนักบริหารงานยุติธรรมและนักอาชญาวิทยาก็จำเป็นต้องรักษาหลักการตามรัฐธรรมนูญที่ให้สันนิษฐานว่า “ผู้ที่ถูกกล่าวหาหรือดำเนินคดีอาญานั้น ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิด ให้ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่” ดังกล่าว และสมควรต้องได้รับสิทธิในการในการปล่อยชั่วคราวตามกฎหมายเพื่อมาต่อสู้คดี เมื่อผนวกกับความเป็นเพื่อนที่เคารพนับถือกันมานานนับสิบๆปี ซึ่งนิสัยข้าพเจ้าฯ และครอบครัวไม่เคยทิ้งเพื่อน แต่จะไม่มีทางช่วยคนกระทำความผิดไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย

ดังนั้น เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริหารมีทางเลือกได้อย่างสบายใจ และข้าพเจ้าฯ ไม่มีอะไรที่จะน้อยเนื้อต่ำใจหรือติดค้าง และเคารพในการตัดสินใจของผู้บริหาร โดยข้าพเจ้าฯ ยินดีที่จะเลือกแสดงความรับผิดชอบด้วยการรักษากระทรวงยุติธรรม และหลักการดังกล่าว โดยขอให้พิจารณาย้ายข้าพเจ้าฯ ออกจากการเป็นผู้บริหารกระทรวงฯ ในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงยุติธรรมไปอยู่ในตำแหน่งที่เห็นว่าเหมาะสม และไม่อยู่ในสถานะที่จะสร้างความเสียหายแก่กระทรวงยุติธรรม ตามที่เห็นสมควร โดยที่ข้าพเจ้าฯ ก็จะยังยืนยันจะตั้งใจทำงานในฐานะเป็นข้าราชการมืออาชีพ และรักษากติกามารยาทของการเป็นนักบริหารงานยุติธรรมที่ดี ไม่ช่วยให้คนทำผิดต้องลอยนวล หรือไม่ต้องรับโทษตามคำพิพากษา และให้คำมั่นต่อผู้บริหารว่า ข้าพเจ้าฯ ยังจะดำเนินการตามกรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมาย หัวเด็ดตีนขาดแม้ฟ้าจะถล่มดินจะทลายอย่างข้าพเจ้าฯ ก็จะไม่ทีทางประพฤติชั่ว หรือแสวงหาประโยชน์จากการเป็นข้าราชการ

อย่างไรก็ตาม นายธวัชชัย ยังได้ชี้แจงกรณีการใช้ตำแหน่งประกันตัวนายศุภชัย โดยมีเนื้อหาระบุว่า

"ข้อเท็จจริงในการใช้ตำแหน่งประกันตัวคุณศุภชัย ศรีศุภอักษร"

ตามที่สมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ได้ร้องเรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และกรรมาธิการยุติธรรมฯ สนช. และหรือเดินทางเพื่อมาพบจ้าพเจ้าฯ ที่กระทรวงยุติธรรม เพื่อให้แสดงความรับผิดชอบต่อกรณีการประกันตัวอดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น คุณศุภชัย ศรีศุภอักษร นั้น ข้าพเจ้าฯ รายงานข้อเท็จจริง ดังนี้

1. ความสัมพันธ์ระหว่างข้าพเจ้า กับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร

ข้าพเจ้าฯ รู้จักนายศุภชัย ศรีศุภอักษร มาเกือบ 30 ปี ตั้งแต่ก่อนเข้ารับราชการ โดยข้าพเจ้าฯเป็นเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนในฐานะหัวหน้าโครงการผู้มีรายได้น้อยในเขตเมือง ซึ่งเข้าไปดำเนินโครงการในเคหะชุมชนคลองจั่น โดยคุณศุภชัยฯ เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 เขตบางกะปิ และเป็นประธานคณะกรรมการเคหะชุมชนคลองจั่น อีกทั้งข้าพเจ้าฯ เคยเป็นผู้มีส่วนร่วมในการก่อตั้งสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น รวมถึงเคยเป็นคณะกรรมการสหกรณ์ในระยะแรกๆ แต่หลายสิบปีที่ผ่านมาไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว จึงรู้จักสหกรณ์และกรรมการสหกรณ์ในอดีตเป็นอย่างดี รวมทั้งได้มีส่วนร่วมกันในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกันอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งกองทุนยา ดำเนินกิจกรรมด้านเยาวชนในชุมชน และอื่น ๆ รวมทั้งได้มีการช่วยเหลือเกื้อกูลในฐานะเพื่อนที่เคารพนับถือเสมือนญาติที่ดีตลอดเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงคุณมณฑล คุณยุพิณ กันล้อม คู่กรณีของคุณศุภชัยฯ และกรรมการคนอื่น ๆ ที่ทำงานเพื่อสังคมด้วยกันมา

อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าฯ ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์วิกฤติสหกรณ์ ซึ่งถ้าเข้าใจไม่ผิดน่าจะเป็นสมัยที่คุณมณฑล กันล้อมเป็นประธานฯ เพื่อต้องการนำเงินไปซื้อรถยนต์ส่วนตัวคันที่ใช้ในอยู่ปัจจุบัน

ดังนั้น การที่คุณศุภชัยฯ ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ และถูกยึดทรัพย์โดยสำนักงาน ปปง. นั้น ข้าพเจ้าฯ ไม่เคยไปยุ่งเหยิง แทรกแซง หรือโทรไปเพื่อขอความช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกใดๆ เพื่อให้คุณศุภชัยฯ ได้พ้นผิดทั้งสิ้นเว้นแต่ในวันไปประกันตัวได้ประสานเวลาในการเดินทางที่เหมาะสมเท่านั้น เพราะสิ่งเหล่านี้ นักวิชาชีพที่มีจริยธรรมในกระทรวงยุติธรรม เราไม่นิยมกระทำกัน จะมีเพียงแต่เคยแสดงความเห็นในการประชุมผู้บริหารกระทรวงฯ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมขณะนั้น เป็นประธาน  ในช่วงที่เริ่มจะมีการดำเนินคดีด้วยความเป็นห่วงสมาชิกและสหกรณ์ฯซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษสมัยนั้น มักนิยมจะแถลงข่าวในคดีต่าง ๆ ต่อสื่อมวลชน ซึ่งข้าพเจ้าฯ เห็นว่า ในคดีเกี่ยวกับสถาบันการเงินไม่ว่าเป็นสถาบันการเงินใดๆ หากมีการแถลงข่าวจะทำให้เกิดการตื่นตระหนกของสมาชิกทำให้เกิดความไม่มั่นใจ ไม่ส่งเงินสมาชิกประจำเดือน และรวมไปถึงผู้ที่กู้เงินสหกรณ์ก็จะฉวยโอกาสไม่ส่งเงินกู้ และท้ายที่สุดสหกรณ์ก็จะล้มสลายเท่านั้น ปัจจุบันสถานการณ์ก็เป็นอย่างที่ข้าพเจ้าฯ ได้ตั้งข้อสังเกตและเสนอความเห็นไว้ ส่วนการจะดำเนินคดีกับคนกระทำผิดก็ดำเนินการไปอย่างเต็มที่ไม่ควรละเว้น

ฉะนั้น การที่ข้าพเจ้าฯ ไปประกันตัวคุณศุภชัยฯ ก็ในฐานะเป็นคนที่รักและเคารพนับถือกันมายาวนานเสมือนญาติส่วนกรณีที่คุณศุภชัยฯ ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด คุณศุภชัยฯ ต้องไปต่อสู้คดีพิสูจน์ในชั้นศาลเอาเอง และหากเป็นผู้กระทำความผิดจริง คุณศุภชัยก็ต้องรับโทษตามตัวบทกฎหมายที่ศาลมีคำพิพากษา

การใช้ตำแหน่งประกันตัวเช่นนี้ หากมีเพื่อนของข้าพเจ้าฯ คนใดในอนาคตเดือดร้อน ไม่สามารถช่วยตนเองได้ ข้าพเจ้าฯ ก็ช่วยทุกคน แต่จะไม่มีทางช่วยทำให้คนผิดเป็นถูกอย่างเด็ดขาด แม้แต่บุคคลนั้นจะเป็นพ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือลูกเมีย ซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปในหมู่ญาติพี่น้องของข้าพเจ้าฯ

2. การดำเนินการของข้าพเจ้าฯ ในฐานะเป็นนักบริหารงานยุติธรรม ได้คิดไตร่ตรองก่อนที่จะตัดสินใจถึงผลกระทบ และผลดีผลเสียก่อนแล้ว ดังนี้

1.1 ข้าพเจ้าฯ ยึดหลักการสำคัญหลักการในการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติว่า “ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด” หลักการดังกล่าวเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาที่ให้สันนิษฐานว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาหรือดำเนินคดีอาญานั้น ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิด ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ แม้จะถูกควบคุมหรือคุมขังระหว่างรอการสอบสวนหรือพิจารณา จากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นชั้นสอบสวนกระบวนการสั่งฟ้องของพนักงานอัยการและระหว่างการพิจารณาหรือพิพากษาคดีของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาแล้วแต่กรณี จากหลักการดังกล่าวส่งผลให้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติกฎหมายรองรับถึงสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลย ที่อยู่ระหว่างการถูกดำเนินคดี เช่น สิทธิในการได้รับการปล่อยชั่วคราว สิทธิในการพบและปรึกษากับทนายความสองต่อสองและสิทธิได้รับการช่วยเหลือจากรัฐเมื่อถูกดำเนินคดีอาญา และสิทธิอื่น ๆ

ซึ่งกระทรวงยุติธรรม ก็ได้ออกมาตรการและเครื่องมือมารองรับหลักของรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังกล่าว ด้วยการจัดตั้งกองทุนยุติธรรม โดยเฉพาะรัฐบาลปัจจุบันก็เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนด้วยการผลักดันยกระดับกองทุนยุติธรรมให้เป็นนิติบุคคล โดยการออกเป็นพระราชบัญญัติฯ รวมทั้งกระทรวงยุติธรรมยังมีนโยบายในการแสวงหาเครื่องมือมาเสริมมาตรการปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อป้องกันผู้ต้องหาหรือจำเลยหลบหนีหรือไม่ยุ่งเหยิงกับพยาน และมิให้เป็นภัยอันตรายหรือความเสียหายที่จะเกิดจากการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ด้วยการควบคุมผู้ต้องโทษโดยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic monitoring) มาใช้ในกระบวนการก่อนการพิจาณาคดีของศาล คือ เสริมมาตรการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นต้น โดยมาตรการดังกล่าวนี้มิได้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการนำมาใช้เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญดังกล่าวข้างต้น และข้าพเจ้าฯ ก็มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว จึงมีความเข้าใจในปรัชญา แนวคิด และเจตนารมณ์ดังกล่าวเป็นอย่างดี ซึ่งการที่ข้าพเจ้าฯไปประกันตัวคุณศุภชัยฯ ก็เป็นไปตามกรอบแนวนโยบายดังกล่าวด้วยเช่นกัน

 นอกจากนี้ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ทั้งหมดก็ออกหลักการรองรับหลักรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ตำแหน่งบุคคลเป็นหลักประกันในการขอประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยแล้วแต่กรณีมิได้กำหนดหรือข้อห้ามว่าข้าราชการของส่วนราชการใดห้ามใช้ตำแหน่งราชการไปขอประกันตัว มีเพียงแต่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดพ.ศ. 2542 ข้อ 12 (5) ว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใด เป็นผู้ประกันผู้ต้องหาหรือจำเลยโดยใช้หลักทรัพย์หรือสถานะของการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในชั้นพนักงานสอบสวนพนักงานอัยการ หรือศาลในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในข้อหาผลิตนำเข้า ส่งออกจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด หรือในข้อหามีไว้ในครอบครอง ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ ในประเภท 1 หรือประเภท  2 เกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดอันเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ให้ถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เว้นแต่การกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น การกระทำกับบุคคลซึ่งเป็นสามีหรือภริยา บุพการีหรือผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใด ๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น

ส่วนคดีฐานความผิดอื่น ๆ ก็มิได้มีข้อห้ามแต่ประการใด

1.2 ข้าพเจ้าฯ มิได้มีหน้าที่ความรับผิดชอบกรมสอบสวนคดีพิเศษ

 กรมสอบสวนคดีพิเศษที่ข้าพเจ้าฯ รู้จักก็ในฐานะเป็นฝ่ายเลขานุการฯ ในการปฏิรูปกระทรวงยุติธรรมที่จัดทำโครงสร้างและกฎหมายของทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม จึงทำให้ข้าพเจ้าฯ รู้โครงสร้างและกฎหมายของทุกส่วนราชการเป็นอย่างดี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 แต่ข้าพเจ้าฯ ไม่เคยรับราชการ หรือเป็นผู้บริหารกรมสอบสวนคดีพิเศษ และเมื่อได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ข้าพเจ้าฯ ไม่ได้เป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจที่กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือเป็นคณะกรรมการคดีพิเศษ หรือคณะอนุกรรมการฯ ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรมสอบสวนคดีพิเศษทั้งสิ้น และนับตั้งแต่มีการดำเนินคดีนี้ ข้าพเจ้าฯ ไม่เคยไปยุ่งเกี่ยว หรือขอร้องให้มีการช่วยเหลือด้านคดีใดๆ เลย ดังกล่าวข้างต้น

 การรับราชการข้าพเจ้าฯ ในเรื่องจริยธรรม ข้าพเจ้าฯ ยึดมั่นและยึดถือในฐานะนักบริหารงานยุติธรรมมาชั่วชีวิต หากพิจารณาเห็นว่าการที่ข้าพเจ้าฯ เป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งแม้มิได้เป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจที่กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือเป็นคณะกรรมการคดีพิเศษ ในเชิงจริยธรรมแล้วเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ควรที่จะเอาตำแหน่งหน้าที่ไปประกันตัว ก็เท่ากับว่าข้าราชการตำรวจ อัยการ และศาล ซึ่งก็ล้วนเป็นข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยทั้งหมดทั้งสิ้น ก็จะไม่สามารถเอาตำแหน่งหน้าที่ราชการไปประกันตัวใครๆ ได้เลยเพราะอาจไม่เหมาะสมในมิติจริยธรรมตามผู้ร้องเห็นว่าไม่เหมาะสมดังกล่าวข้างต้น ซึ่งข้าพเจ้าฯ เห็นว่าข้าพเจ้าฯ ใช้สิทธิดังกล่าวตามที่กฎหมายให้สามารถกระทำได้

1.3 การพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราวเป็นดุลพินิจของศาล ข้าพเจ้าฯ ไม่สามารถไปก้าวล่วงได้

ศาลยุติธรรมได้มีการออกหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจก่อนที่จะวินิจฉัยสั่งในคำร้องขอประกันตัวว่าควรจะอนุญาตหรือไม่อนุญาต ดังนี้

(1)  ความหนักเบาแห่งข้อหา(2)  พยานหลักฐานที่ปรากฏแล้วมีเพียงใด(3)  พฤติการณ์ต่าง ๆ แห่งคดีเป็นอย่างไร(4)  เชื่อถือผู้ขอประกันหรือหลักประกันได้เพียงใด(5)  ผู้ต้องหาหรือจำเลยน่าจะหลบหนีหรือไม่(6)  ภัยอันตรายหรือความเสียหายที่จะเกิดจากการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีหรือไม่ เพียงใด(7)  คำคัดค้านของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการโจทก์หรือผู้เสียหาย แล้วแต่กรณี(8)  ข้อเท็จจริงหรือรายงานหรือความเห็นของเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวกับการนั้น

ดังนั้น หลักประกันหรือการใช้ตำแหน่งประกันตัวของข้าพเจ้าฯ จึงเป็นส่วนหนึ่งของหลักเกณฑ์ที่ศาลใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยสั่งคำร้องขอประกันตัวเท่านั้น อย่างไรก็ตามจากน้ำหนักจะไปอยู่ในประเด็น ผู้ต้องหาหรือจำเลยน่าจะหลบหนีหรือไม่ และภัยอันตรายหรือความเสียหายที่จะเกิดจากการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีหรือไม่ เพียงใด ซึ่งในประเด็นนี้จึงรวมถึงจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหรือไม่ด้วย

ฉะนั้น การที่ศาลพิจาณาปล่อยตัวชั่วคราวคุณศุภชัยฯ และกำหนดเงือนไขในระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราวก็เป็นดุลพินิจของศาลที่ยึดตามหลักรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นซึ่งข้าพเจ้าฯ ไม่สามารถไปก้าวล่วงได้

2.4 การประกันตัว ไม่มีผลต่อการช่วยให้คุณศุภชัยฯ พ้นจากการกระทำความผิด หรือทำให้คดีล่าช้า

การปล่อยตัวชั่วคราวนั้น นอกจากเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้คุณศุภชัยฯ ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา ได้มีโอกาสรวบรวมหลักฐานในการต่อสู้คดีได้มากกว่าการที่นำตัวไปถูกควบคุมตัวในระหว่างการสอบสวนและพิจารณาคดีเท่านั้น

ดังนั้น การที่คุณศุภชัยฯ ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จึงมิได้เป็นส่วนที่จะไปช่วยให้คุณศุภชัยฯ พ้นผิดแต่ประการใด รวมถึงมิได้ทำให้ผู้เสียหายหรือสมาชิกได้รับเงินเร็วหรือช้า หรือจะทำให้ไม่ได้รับเงินคืนหรือส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมล่าช้าหรือเร็วขึ้นแต่ประการใด เพียงแต่อาจไม่ถูกใจผู้เสียหายหรือสมาชิกที่ต้องการให้คุณศุภชัยฯ ได้รับการควบคุมตัวในเรือนจำเสียตั้งแต่ในชั้นสอบสวนและพิจารณาคดีของศาล ซึ่งก็ไม่เป็นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ หรือนโยบายของกระทรวงยุติธรรมที่จะดำเนินการดังกล่าวข้างต้นที่กล่าวมาแล้วเท่านั้น