ยกฟ้องส.อบจ.ปราจีนฯคดีฮั้วประมูล

  • วันที่ 24 ธ.ค. 2557 เวลา 17:22 น.

ศาลยกฟ้อง อดีตส.อบจ.ปราจีนพร้อมพวก 6 คน ฮั้วประมูลโครงการก่อสร้างปี55  ศาลชี้ พยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัย   

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. เวลา 09.30 น ที่ห้องพิจารณา 803 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.922/2556 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6  เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายเต็มพงษ์ หรือโต้ง ฤทธิ์เดช อดีตสมาชิก อบจ.ปราจีนบุรี , นายอุทิศ หรือตึ๋ง ฤทธิ์เดช ,จ่าเอกศตวรรษ หรือแก๋ง อาจโยธา , นายเชิดเกียรติ หรือชาด เกษมสุข , นายตะวัน ฤทธิ์เดช และนายพรชัย ระวังภัย เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันให้หรือรับว่าจะให้เงินแก่ผู้อื่นเพื่อจูงใจให้ผู้นั้นไม่เข้าร่วมในการเสนอราคา และร่วมกันข่มขืนใจไม่เข้าร่วมในการเสนอราคา โดยใช้กำลังประทุษร้ายฯ ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 ม. 3, 5, 6 และ 13 กรณีฮั้วประมูลและขัดขวางเอกชนรายอื่นจำนวน 12 ราย ไม่ให้เข้าร่วมประมูลโครงการในจังหวัด

อัยการโจทก์ยื่นฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 5-13 พฤศจิกายน 2555 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิก อบจ.ปราจีนบุรี ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2-6 ขัดขวางไม่ให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นบริษัทเอกชนทั้ง 12 คน เข้าไปซื้อเอกสารร่วมประมูลโครงการก่อสร้างในจังหวัดได้ โดยเสนอให้และรับว่าจะให้เงินจำนวนหนึ่งแก่ผู้เสียหาย และแสดงพฤติการณ์ข่มขู่จะทำร้ายผู้เสียหาย เหตุเกิดที่ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า อบจ.ปราจีนบุรีได้เปิดประมูลโครงการรับเหมาก่อสร้าง โดยมีกลุ่มบุคคลเข้าขัดขวางการยื่นซองประกวดราคาด้วย ขณะที่พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.ภ.2 ขณะนั้น ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปลอมตัวเข้าไปเป็นบุคคลที่เข้ายื่นซองประกวดเสนอราคา ตามนโยบายปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพล โดยพยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปลอมตัวเข้ายื่นซองประกวดราคาเบิกความว่า พบจำเลยที่ 4 ยืนอยู่บริเวณทางเข้า อบจ.ปราจีนบุรี พร้อมกับเดินเข้ามาถามพยานว่ามาทำอะไร เมื่อทราบว่าจะมาร่วมยื่นซองประกวดราคา จำเลยที่ 4 จึงบอกให้พยานไปรอที่ร้านอาหารในบริเวณนั้นจะมีคนเข้ามาเสนอราคา

ต่อมามีการเจรจาและกีดกันไม่ให้พยานเข้าไปซื้อซองประมูลราคา พร้อมทั้งเสนอว่าจะมีการโอนเงินให้ เมื่อพยานไม่สามารถเข้าไปร่วมยื่นซองประมูลราคาได้ จึงให้เลขที่บัญชีแก่จำเลยเพื่อให้โอนเงินตามที่เสนอ  สำหรับหลักฐานที่อ้างว่าเป็นเทปการสนทนานั้นก็เป็นการพูดคุยของนายศศิธร หย่งศรี เจ้าของบัญชีและเป็นผู้โอนเงินให้กับพยาน โดยพยานโจทก์ทุกปากให้การพาดพิงถึงนายศศิธร จึงเป็นตัวการสำคัญที่กำลังหลบหนีอยู่ เชื่อว่าการฮั้วประมูลต้องมีการกระทำเป็นกระบวนการ แต่ก็ไม่ปรากฎว่านายศศิธรมีความเชื่อมโยงที่เกี่ยวข้องกับนิติบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

นอกจากนี้แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่สืบสวนสอบสวนพบว่าจำเลยทั้งหกอยู่ในสถานที่ที่เกิดเหตุจริง แต่กรณีก็ยังมีเหตุสงสัยอยู่มากว่าจำเลยทั้งหกเข้าไปปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิก อบจ.ปราจีนบุรี ได้หรือไม่ พยานหลักฐานจึงยังมีข้อสงสัยอยู่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย พิพากษายกฟ้อง ส่วนเงินจำนวน 6 หมื่นบาท ที่โอนให้พยานให้ยึดไว้เป็นของกลาง เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่กระทำผิด

ข่าวอื่นๆ