ระวังภัยในห้างสรรพสินค้า

  • วันที่ 17 พ.ค. 2557 เวลา 14:46 น.

ระวังภัยในห้างสรรพสินค้า

โดย...เอกชัย จั่นทอง

ท่ามกลางอากาศการเมืองที่ร้อนระอุ รอวันแตกหักไม่รู้เกมการเมืองไทยต้องผจญปัญหาเช่นนี้ต่อไปนานเพียงใด แต่เรื่องความปลอดภัยความเป็นอยู่ที่ไร้อาชญากรรมก็นับเป็นสิทธิที่คนไทยทุกคนต้องได้รับ ยิ่งช่วงการเมืองไม่ปกติเหมือนประเทศอื่นด้วยแล้ว เศรษฐกิจก็เป็นแรงเร้าอีกสิ่งที่ทำให้โจรผู้ร้ายจำต้องหันมาก่อเหตุอาชญากรรมในทุกรูปแบบ เพื่อหาเงินเลี้ยงปากท้อง หรือจำใจทำเพราะผิดทางการเมือง

เข้าเรื่องกันดีกว่าครับ งวดนี้ขอเขียนเตือนภัยเหล่าแม่บ้านที่มักต้องออกไปช็อปปิ้งซื้อข้าวของเครื่องต่างๆ เข้าบ้าน ต้นเรื่องคือ เพื่อนในหมู่บ้านเดียวกับผู้เขียนได้เดินทางไปห้างย่านชานเมือง เหมือนถูกคนร้ายป้ายยา ผู้เขียนจึงได้พูดคุยกับผู้เสียหาย โดยสรุปพฤติการณ์ของคนร้ายมาเตือนให้สังเกตกัน

เริ่มต้นผู้เสียหายได้ไปเดินซื้อของที่บิ๊กซี สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์ ซึ่งได้ไปถึงห้างเวลาประมาณ 18.30 น. ไปกับอีกครอบครัวหนึ่ง “ดิฉันก็ไปกับแฟนและลูก ซึ่งก็เป็นเวลาเย็นแล้ว รับประทานสุกี้เสร็จประมาณทุ่มกว่าๆ ผู้เสียหายก็จะเข้าไปซื้อของที่บิ๊กซีตรงชั้น 1 กับพี่ข้างบ้านและเด็กอีก 3 คน ส่วนแฟนผู้เสียหายและแฟนพี่ข้างบ้านไปห้องน้ำ ดิฉันซื้อของเยอะเพราะ 1 เดือนจะซื้อของ 1 ครั้ง พี่ข้างบ้านก็เลยบอกว่า งั้นแยกกันเดิน เพราะเขาซื้อของนิดเดียว ก็แยกกัน พี่ข้างบ้านก็ไปกับลูกเขาและลูกดิฉัน ส่วนเหยื่อได้เดินซื้อของคนเดียว ก็ซื้อของเยอะมาก ทั้งนม น้ำปลา ฯลฯ คือ เข้าล็อกนั้น ออกล็อกนี้ จนจะขึ้นไปชั้น 2 เห็นทางห้างวางไข่ไก่ ถาด 30 ฟองไว้ตรงทางขึ้นบันไดเลื่อน ดิฉันก็เลยจอดรถเข็นตรงที่ขายไข่ไก่แล้วหันข้างให้รถเข็น และเลือกไข่ใช้เวลาประมาณ 23 นาที

“เมื่อหันมาจะนำไข่มาใส่รถเข็น ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวไม่สะอาด ใส่เสื้อยืดสีน้ำเงิน ใส่กางเกงสามส่วนสีดำ อายุไม่เกิน 30 ปี ผิวดำแดง ผมหยักศก มาจับตรงรถเข็นของผู้เสียหาย (จับตรงราวจับรถเข็น) ซึ่งเมื่อเขาเห็นผู้เสียหายหันมามอง ก็ปล่อยมือจากรถเข็นของผู้เสียหาย เขามากัน 4 คน มีชาย 2 คน หญิง 1 คน และเด็กตัวเล็กๆ อายุประมาณ 1 ขวบกว่าๆ 1 คน แต่ยังอยู่ข้างๆ ผู้เสียหาย ซึ่งก็คิดในใจว่ามาจับรถเข็นทำไม ซึ่งกว่าที่ผู้เสียหายจะไปจับราวรถเข็นเพื่อเข็นรถอีก ก็ใช้เวลาประมาณ 12 นาที เพราะต้องจัดใหม่เพื่อเอาไข่วาง เมื่อจัดรถเข็นเสร็จ ก็เข็นรถขึ้นบันไดเลื่อนไปที่ชั้น 2 จากนั้นก็เหลือบมองด้านหลังว่ามีใครตามมาหรือเปล่า เพราะเริ่มรู้สึกผิดปกติแล้ว ก็เห็นผู้หญิงคนนี้เดินตามขึ้นมาคนเดียว ก็เลยจะโทรหาแฟนเพราะเริ่มรู้สึกไม่ดี ก็เปิดกระเป๋าเพื่อจะหยิบโทรศัพท์ เหลือบตามองข้างบน ปกติจะมีพนักงานของบิ๊กซีช่วยดึงรถเข็น แต่เวลานั้นประมาณเกือบ 2 ทุ่มไม่มีคนช่วยดึงรถเข็น ก็เลยคิดว่าเก็บโทรศัพท์ เพราะรถเข็นเราหนักเดี๋ยวจะฉุกละหุก และคิดว่าเดี๋ยวขึ้นชั้น 2 แล้วค่อยโทรก็ได้

 

“เมื่อขึ้นบันไดเลื่อนมาชั้น 2 ก็จอดรถเข็นตรงกระบะขายชุดชั้นในผู้หญิงคนนั้นก็เดินผ่านไปนิดนึง แต่ยังคงเดินป้วนเปี้ยนใกล้ๆ ผู้เสียหายก็โทรศัพท์หาแฟนและพี่ข้างบ้าน โทรเท่าไหร่ก็ไม่ติดสักที ผ่านไปประมาณ 5 นาที ผู้ชายอีกคนกับเด็กก็เข็นรถขึ้นมาชั้น 2 ผู้ชายคนนี้มีผมสีดอกเลา ไว้หนวด ผอม ใส่เสื้อกีฬาคอปกสีเหลือง ใส่กางเกงขาสั้นสีน้ำตาลอ่อน ก็เข็นผ่านมาและผู้หญิงคนนี้ก็เดินไปเรื่อยๆ ไม่ได้เดินดูของ จนไปสุดทางเดินและเลี้ยวไป ซึ่งขณะนั้นก็ยังโทรหาแฟนและพี่ข้างบ้านอยู่ ตาก็เหลือบมองพวกเขาไปเรื่อยๆ เมื่อพวกเขาเลี้ยวไป เริ่มรู้สึกว่าร่างกายเราผิดปกติจะอาเจียนเป็นลม หน้ามืด จึงเทสต์ตัวเองด้วยการหยิกที่แขนทั้งสองข้าง ซึ่งไม่รู้สึกว่าเจ็บเลย”

ผู้เสียหายคิดว่าถ้าโทรหาแฟน กว่าจะมาคงแย่แน่ จึงวิ่งไปคว้าแขนของพนักงานของบิ๊กซี แล้วบอกว่า “พี่ช่วยหนูด้วย หนูไม่ไหวแล้ว จะเป็นลม จะอาเจียน พนักงานพาไปดื่มน้ำ แล้วก็เล่าเหตุการณ์ให้พนักงานท่านนี้ฟัง พนักงานก็บอกว่า สงสัยคงไปโดนยาที่ผู้หญิงคนนั้นมาป้าย ตรงราวจับรถเข็นให้แล้ว ให้ดื่มน้ำเยอะๆ แล้วนั่งพัก พนักงานท่านนั้นยังยืนอยู่ ก็ได้ฟังเรื่องราวของเหยื่อคนนี้ไปแล้ว”

อยากฝากไว้เป็นอุทาหรณ์ให้คนอื่นได้ทราบว่า เดี๋ยวนี้ต้องระวัง ไปไหนมาไหน ภัยอยู่รอบตัวเรา หากคุณประมาทอาจตกเป็นเหยื่อได้คร้าบ

ข่าวอื่นๆ