ค่ายโตไก รวมน้ำใจนักศึกษาไทย-ญี่ปุ่น

  • วันที่ 22 มี.ค. 2557 เวลา 14:13 น.

ค่ายโตไก รวมน้ำใจนักศึกษาไทย-ญี่ปุ่น

โดย...โยโมทาโร่

นักศึกษาส่วนหนึ่งในรั้วสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กำลังเตรียมข้าวของอย่างขะมักเขม้นไม่แพ้การอ่านหนังสือสอบปลายภาค ก่อนมหาวิทยาลัยจะปิดเทอมยาวถึง 6 เดือน เพื่อปรับเวลารับการแลกเปลี่ยนนักศึกษารับประชาคมอาเซียน พวกเขากำลังเตรียมของเพื่อเดินทางออกค่ายอาสาในค่ายรวมน้ำใจแบ่งปันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (ค่ายโตไก) ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 ซึ่งครั้งนี้พวกเขากำลังจะเดินทางไปที่ โรงเรียนบ้านแก่งเจ็ดแคว ต.บ้านยาง อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก ในวันที่ 22-31 มี.ค.นี้

อรพชรา ประจินต์ นักศึกษาคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม เอกภาษาญี่ปุ่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และรองประธานชมรมค่ายอาสา เล่าถึงที่มาที่ไปของการออกค่ายอาสานักศึกษาแลกเปลี่ยนว่า เกิดจากโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กับมหาวิทยาลัยโตไก ประเทศญี่ปุ่น จะมีโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษากันทุกปี ซึ่งเราก็คิดกันว่าเราควรจะมีอะไรที่ทำร่วมกันระหว่างนักศึกษาไทยกับญี่ปุ่น จึงจัดเป็นโครงการออกค่ายอาสาทำร่วมกันขึ้นมา

แรกๆ นั้นเป็นของชมรมวิศวะต่อเนื่องแต่ภายหลังชมรมได้ถูกยุบไป การจัดค่ายจึงตกเป็นของชมรมภาษาญี่ปุ่นเป็นแม่งานหลัก โดยมีพี่ๆ น้องๆ ต่างคณะมาทำงานร่วมกัน ทำงานด้วยการสอนงานน้องๆ จากการออกค่ายจริง

 

“ครั้งที่ผ่านมาเราได้เดินทางไปสร้างสนามกีฬาให้กับน้องๆ ที่โรงเรียนบ้านนางาม อ.โพธิ์ทอง จ.ร้อยเอ็ด เพื่อสร้างสนามกีฬาอเนกประสงค์ให้กับทางโรงเรียน ซึ่งเราจะดูสิ่งที่โรงเรียนขาด ว่าต้องการอะไรบ้างเราจะจัดหาให้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็คือความถนัดของกลุ่มที่เราเคยมีประสบการณ์ในการสร้างสนามกีฬาอเนกประสงค์ในการออกค่ายอาสาครั้งก่อนๆ ครั้งนี้เราจึงมองว่ามีโรงเรียนไหนที่อยากจะให้เราเดินทางเข้าไปช่วยเหลือสร้างสนามกีฬาอเนกประสงค์ให้กับเขาบ้าง” อรพชรา อธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมถึงต้องเป็นการสร้างสนามกีฬาอเนกประสงค์

จากนั้นน้องๆ จึงต่อกับทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อดูว่ามีโรงเรียนไหนบ้างที่อยู่ในข่ายของโรงเรียนขาดแคลน จนได้ชื่อโรงเรียนและพิกัดที่ชัดเจน และใช้เวลาเตรียมการประมาณ 45 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาเตรียมงานที่ค่อนข้างยาวนานพอสมควร

โดยเริ่มจากประกาศรับบริจาคของกันทางเฟซบุ๊กของกลุ่ม facebook.com/Tokaicamp ซึ่งมีสมาชิกทั้งที่เรียนอยู่และรุ่นพี่ที่เรียนจบไปแล้วเข้ามาแวะเวียนพูดคุยให้คำปรึกษาน้องๆ รวมทั้งช่วยกันบริจาคเงินทุนและสิ่งของเข้ามาด้วย

อรพชรา เปรยว่าหัวใจหลักของการออกค่ายแต่ละครั้งก็คือเรื่องเงินทุนเพราะต้องใช้จ่ายในการซื้อของ ค่าเดินทาง ค่าอาหารสำหรับอาสาสมัครกว่า 100 คน ดังนั้นก่อนออกค่ายประมาณ 2 เดือน ก็จะแบ่งกลุ่มกันหาเงินออกค่ายด้วยการหาสปอนเซอร์ออกค่าย เดินทางของรับบริจาคตามสถานที่ต่างๆด้วยการเล่นดนตรีสดของจากผู้ใจบุญ ซึ่งทำให้ได้เงินมามากพอที่จะเดินทางไปสร้างสนามฟุตบอล

 

ที่ผ่านมาในการออกค่าย 10 กว่าวัน ทำให้เราได้เพื่อนใหม่ๆที่อยู่ต่างคณะ ต่างชาติ ต่างภาษา ทำให้เพื่อนชาวญี่ปุ่นที่ออกค่ายรู้จักคนไทยและเมืองไทยมากขึ้น มองกลับมาที่ตัวเองการออกค่ายทำให้รู้จักชีวิตมากขึ้น ชีวิตที่เคยเป็นอยู่อย่างสุขสบายในเมือง มันอาจไม่จำเป็นเลยเมื่อไปอยู่ในสถานที่ๆผู้คนเขาลำบากกว่า บางมื้อในวันที่เงินทุนมีเหลือไม่มาก แค่ข้าวคลุกน้ำปลาก็อร่อยแล้ว ทุกครั้งที่ออกค่าย ต้องผ่านเส้นทางยากลำบากมีฝนตกเส้นทางถูกตัดขาด ทำให้เรานึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ว่าพระองค์ท่านเคยผ่านจุดเหล่านี้ ลำบากกว่านี้ได้อย่างไร และพอนึกถึงพระองค์ท่านก็ทำให้มีกำลังใจสู้ต่อ

ในบางครั้งก็เคยถามตัวเองเหมือนกันว่าเรามาทำอะไรที่นี่ เพราะมันเหนื่อยแล้วก็ลำบากมากแต่พอได้เห็นสนามที่เราสร้างเสร็จได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆและครูอาจารย์ ได้เห็นเขาใช้เป็นสนามเคารพธงชาติ เป็นสนามเตะฟุตบอล เป็นสนามวอลเลย์บอล เป็นทุกสิ่งที่พวกเขาจะได้ทำร่วมกัน มันก็ตื้นตันจนพูดไม่ออก

ข่าวอื่นๆ