อุทธรณ์ยืนคุก2ปี'ปริญญา'อดีตกกต.ขึ้นเงินเดือนตัวเอง

  • วันที่ 12 พ.ย. 2556 เวลา 12:35 น.

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 2 ปี แต่ให้ รอลงอาญา “ปริญญา นาคฉัตรีย์” อดีต กกต. ขึ้นเงินเดือนตัวเอง

วันที่ 12 พ.ย.  เวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณา 905  ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เวลา 10.00 น.ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.3015/2552 ที่อัยการฝ่ายคดีพิเศษ 5 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายปริญญา นาคฉัตรีย์ , นายวีระชัย แนวบุญเนียร (เสียชีวิตแล้ว) , พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธาน กกต. เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมาย อาญา ม.157  โดยคดีนี้ อัยการยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 31 ส.ค.52 ระบุความผิดสรุปว่า ระหว่างวันที่ 16 ส.ค.-28 ก.ย.47จำเลยทั้งสี่ ร่วมกันมีมติเห็นชอบร่างระเบียบ กกต.ว่าด้วยการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษของประธาน และกรรมการ กกต. พ.ศ.2547และต่อมามีการประชุมแก้ไขเป็น ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการจ่ายค่าตอบแทนแก่ประธาน และกรรมการ กกต.กำหนดเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ลักษณะเหมาจ่ายเป็นรายเดือนให้กับพวกจำเลย เดือนละ 20,000 บาท โดยให้ใช้บังคับย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.47 ทั้งที่จำเลยทั้งสองกับพวกไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย        ทั้งนี้ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.53 ว่าจำเลยทั้งสี่กระทำผิดตามฟ้องจริง ให้จำคุกคนละ 2 ปี แต่พิเคราะห์ประวัติการศึกษาและรับราชการแล้วมีเหตุควรปรานี จึงให้รอลงอาญากำหนด 2 ปี ต่อมานายปริญญา และนายวีระชัย จำเลยที่ 1-2  ยื่นอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง ซึ่งนายวีระชัย ได้เสียชีวิตระหว่างอุทธรณ์ อย่างไรก็ดี ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า นายวีระชัย จำเลยที่ 2 เสียชีวิตแล้ว จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออก คดีคงมีประเด็นวินิจฉัยเพียงว่า นายปริญญาจำเลยที่1 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ.2541 ม.27 กำหนดให้ กกต.มีอำนาจเพียงออกระเบียบ บริหารบุคคล ทรัพย์สินหรือจ่ายค่าตอบแทนให้กับเลขาธิการรองเลขาธิการ และลูกจ้าง เท่านั้น จำเลยไม่มีอำนาจกำหนดค่าตอบแทนให้กับตนเอง การที่จำเลยได้ร่วมประชุมกับ พล.ต.อ.วาสนา ประธาน กกต. และลงนามออกระเบียบค่าค่าตอบแทนดังกล่าวให้กับตนเองจึงเป็นการออกระเบียบโดยมิชอบ

ที่จำเลยอ้างว่าขาดเจตนาและคืนเงินให้กับสำนักงาน กกต. แม้เป็นเจตนาอันดี แต่ก็ไม่อาจทำให้ความผิดที่สำเร็จแล้วเป็นไม่ผิดได้ และแม้ว่าจะยังไม่ได้ประกาศระเบียบนั้นลงในราชกิจจานุเบกษาก็ตาม แต่เนื่องจากที่ประชุมได้กำหนดให้มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.47 แล้วต่อมาแก้ไขเป็นวันที่ 1 ก.ย.47 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุก 2 ปี และให้รอการลงโทษนั้นชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ภายหลังฟังคำพิพากษา นายปริญญา กล่าวว่า จะยื่นฎีกาในประเด็นที่ได้ทำบันทึกคัดค้านเกี่ยวกับมติการขึ้นเงินเดือนของ กกต. ในขณะนั้น ซึ่งตนเห็นว่าศาลอุทธรณ์ไม่ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ ส่วนเงินแม้มีการโอนเข้าบัญชีจำนวน 20,000 บาทจริง แต่ตนก็ได้คืนเงินดังกล่าวไปแล้ว  

ข่าวอื่นๆ