อดีตทีมงานประเด็นเด็ด7สีแจงกองปราบ

วันที่ 05 ก.ย. 2556 เวลา 16:51 น.
อดีตทีมงานประเด็นเด็ด7สีแจงกองปราบ
อดีตทีมงานของผู้สื่อข่าวพิเศษ รายการประเด็นเด็ด 7 สี แจงยิบกรณีถูกกล่าวหาข่มขู่-ลวงเอาเงิน ยืนยันความบริสุทธิ์

เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 5 ก.ย. ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายประสิทธิ์ อับดุลเลาะห์   อดีตทีมงานของผู้สื่อข่าวพิเศษ รายการประเด็นเด็ด 7 สี พร้อมด้วย น.ส.จิณณพัต นิมา อายุ 31 ปี ภรรยา และนางซาเอเราะห์ นิมา อายุ 61 ปี แม่ยาย เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ปิยะ เจริญสุข ผกก.1 บก.ป.เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ภายหลัง น.ส.รัตติยา นิมา อายุ 35 ปี พี่สาวของ น.ส.จิณณพัต ได้แจ้งความลงประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ บก.ป.ก่อนหน้านี้ ว่านายประสิทธิ์ ได้ใช้อาวุธปืนยิงข่มขู่ที่หน้าอพาร์ทเม้นท์ย่านทุ่งครุ และหลอกลวงเอาเงินจากนางซาเอเราะห์ 40,000 บาท โดยอ้างว่านำไปใช้เปิดศูนย์ข่าวประจำ 14 จังหวัดภาคใต้ ที่ อ.จะนะ จ.สงขลา พร้อมกับนำเอกสารที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงในประเด็นต่างๆ

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิด และไม่ได้เป็นไปตามที่ น.ส.รัตติยา รวมทั้งนายปราโมทย์ นิมา อายุ 42 ปี พี่ชายคนโตของ น.ส.จิณณพัต กล่าวหาตนเลยแม้แต่น้อย และเมื่อเป็นข่าวออกมาแล้วก็ทำให้ตนไดรับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ซึ่งตนสามารถชี้แจงได้ทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ตนใช้ปืนยิงขู่นั้นก็ไม่เป็นความจริง หรือแม้แต่เรื่องที่เขาอ้างว่า ตนทำเสน่ห์ใส่ นางซาเอเราะห์ แม่ยาย เพื่อให้หลงรักและเชื่อในสิ่งที่ตนพูดตลอดเวลาซึ่งไม่เป็นความจริง แต่เป็นเพราะตนกับภรรยา ดูแลนางซาเอเราะห์ อย่างใกล้ชิดผิดกับพี่น้องคนอื่นๆ ที่ไม่เคยใส่ใจแม่

สำหรับกรณีที่ไปเปิดศูนย์ข่าวประจำ 14 จังหวัดภาคใต้ นั้น ตนขอชี้แจงว่า เรื่องนี้สืบเนื่องจากนายปราโมทย์ ซึ่งทำธุรกิจค้าซากสัตว์ ต้องการจะทำธุรกิจในพื้นที่ อ.จะนะ บ้านเดิม โดยอยากให้ตนช่วยเหลืออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ และคอยเป็นผู้ประสานงานกับนักการเมืองท้องถิ่น รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับต่างๆ ในพื้นที่ ไม่ให้เข้ามาเรียกรับผลประโยชน์ โดยจะอาศัยความเป็นศูนย์ข่าวฯ ทำให้เจ้าหน้าที่เกรงใจไม่กล้าเข้ามารบกวน ซึ่งเขาก็เป็นคนควักเงิน 40,000 บาท เพื่อไปเปิดศูนย์ข่าวฯ ขึ้นเอง แต่พอตนไม่สามารถเคลียร์ปัญหาต่างๆ ให้ได้ กลับมาโกรธตน หาว่าไม่ช่วยเหลือทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยเลย

ส่วนเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์จากนายอาโหรน หมัดเส๊าะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.ตลิ่งชัน อ.จะนะ จำนวน 80,000 บาท ก็ไม่เป็นความจริง เพียงแต่นายอาโหรน เคยมาปรึกษากับตนเกี่ยวกับเรื่องงาน และยอมรับว่าเขาเคยเสนอเงินให้ เพื่อขอให้ตนช่วยเหลือ แต่ตนไม่ได้รับ ต่อมาเมื่อมีการร้องเรียนไปยังต้นสังกัด ทำให้ตนถูกผู้สื่อข่าวพิเศษ หรือสตริงเกอร์ที่ให้งานกับตนเรียกมาพูดคุย พร้อมกับให้เซ็นชื่อลาออก โดยตนได้เขียนใบลาออกนับตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่บันทึกในเอกสารปรากฎว่าเป็นวันที่ 26 สิงหาคม ซึ่งตนก็ไม่ติดใจเพราะอยากจะตัดปัญหาที่เกิดขึ้น

ขณะที่ นางซาเอเราะห์ กล่าวว่า ไม่คิดว่านายปราโมทย์ และ น.ส.รัตติยา ลูกชายและลูกสาวตนจะมาแจ้งความตำรวจ เพราะเรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องในครอบครัว เนื่องจากนายปราโมทย์ ทะเลาะกับนายประสิทธิ์ จึงพยายามกีดกั้นไม่ต้องการให้คบหากับ น.ส.จิณณพัต โดยธรรมเนียมของชาวมุสลิมเรานั้น หากพ่อเสียชีวิตแล้ว พี่ชายคนโต จะเป็นผู้ที่มีสิทธิอนุญาตให้น้องสาว แต่งงานได้หรือไม่ ตนเคยบอกกับทั้งสองฝ่ายว่าอยากทำให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่เขากลับพยายามมาบอกว่าตนกำลังถูกนายประสิทธิ์ หลอกลวงเพื่อเอาเงินมรดกของครอบครัวไป ซึ่งเขาก็ไม่เคยดูตัวเองว่าเคยทำอะไรให้ตนสบายใจบ้างหรือไม่

นางซาเอเราะห์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ตนป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ ต้องทุกข์ทรมานต่อสู้กับโรคร้ายอยู่แล้ว เวลาเจ็บป่วยก็มีแต่ น.ส.จิณณพัต กับนายประสิทธิ์ ที่ดูแลพาตนไปรักษาที่ รพ.ส่วนลูกคนอื่นๆ ไม่เคยมาใส่ใจ แต่พอมีปัญหาทะเลาะกันกลับจะให้เป็นความขึ้นมา ตนจึงอยากให้นายปราโมทย์ กับ น.ส.รัตติยา หยุดพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้ เพราะรังแต่ทำให้เกิดความเสื่อมเสีย

ด้าน พ.ต.อ.ปิยะ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป.สอบปากคำและลงบันทึกประจำวันไว้  ส่วนกรณีที่นายประสิทธิ์ ประสงค์จะแจ้งความดำเนินคดีข้อหมิ่นประมาท ข้อหาแจ้งความเท็จด้วยนั้น เนื่องจากทางนายประสิทธิ์ ได้เข้าแจ้งความที่ สน.ทุ่งครุ ไว้แล้ว จึงเป็นอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาดำเนินคดีของพนักงานสอบสวนท้องที่ดังกล่าว