พระแจ้งความเอาผิดเณรคำหลอกลวง

  • วันที่ 08 ก.ค. 2556 เวลา 17:44 น.

พระแจ้งความเอาผิดเณรคำหลอกลวง

ประธานสำนักปฏิบัติธรรมย่านทวีวัฒนาเข้าแจ้งความเอาผิดเณรคำฐานหลอกลวง หลังให้วางมัดจำซื้อที่ดิน5แสนสร้างวัด ศิษย์เผยมีค่าใช้จ่ายเดือนละ11ล้าน

เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อมด้วย พระธีรธนัชณฤทธา เสาวภาคโชติรส อายุ 46 ปี ประธานสำนักปฏิบัติธรรม “พุทธชยันตี” ตั้งอยู่ในพื้นที่แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กทม.แถลงข่าวถึงความคืบหน้าการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับ หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก หรือพระวิรพล สุขผล อายุ 34 ปี ประธานสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดตามกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวว่า ภายหลังจากที่ตน และชุดสืบสวน บก.ป.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านพักของบิดา มารดาของหลวงปู่เณรคำ ที่ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี และได้เข้าพบกับท่านเจ้าคุณ พระราชธรรมโกศล เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี (ธรรมยุติ) จึงทราบประวัติของหลวงปู่เณรคำ ว่าได้บวชเณรที่ อ.พิบูลมังสาหาร ที่วัดพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ก่อนจะย้ายสังกัดไปอยู่ที่ จ.ศรีสะเกษ นอกจากนี้ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบกรณีหญิงสาวที่มีความสัมพันธ์กับหลวงปู่เณรคำ พบว่ามีหญิงสาวที่เข้ามาเกี่ยวพันหลายคน เรื่องนี้จึงมีการประสานกับ นางปวีณา หงสกุล รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อร่วมกันตรวจสอบและทำงานร่วมกันต่อไป

รอง ผบก.ป.กล่าวต่อว่า ในส่วนของการตรวจสอบเรื่องเงินบริจาคของหลวงปู่เณรคำ ลูกศิษย์และบริวารแวดล้อม ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากนั้น ได้ทำงานร่วมกับทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อย่างต่อเนื่อง และในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ตนพร้อมด้วยนายสงกรานต์ ก็จะเข้าพบ เลขาธิการ ปปง.ตามนัดหมาย เพื่อประชุมหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลในการทำงานร่วมกัน และหากมีการพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหากับหลวงปู่เณรคำ ไว้แล้ว ก็จะพิจารณาเรื่องการอายัดทรัพย์สินต่อไป สำหรับรถยนต์และทรัพย์สินอื่นๆ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบอยู่

ขณะที่ นายสงกรานต์ กล่าวว่า หลังจากตนได้เปิดรับข้อมูลทางเฟซบุ๊ก รับร้องเรียนและข้อมูลที่เกี่ยวกับการกระทำของหลวงปู่เณรคำ ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดอาญา นั้น ได้พบกรณีของ พระธีรธนัชณฤทธา เสาวภาคโชติรส อายุ 46 ปี ประธานสำนักปฏิบัติธรรม “พุทธชยันตี” ตั้งอยู่ในพื้นที่แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กทม.ได้ให้ข้อมูลว่า ถูกหลวงปู่เณรคำ และลูกศิษย์ หลอกลวงว่าจะหาเงินเพื่อจัดซื้อที่ดิน และออกค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการจัดสร้างวัด เป็นจำนวน 55 ล้านบาท เมื่อทางสำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้ได้ขออนุญาตจดทะเบียนจัดตั้งวัดเรียบร้อยแล้ว เพื่อใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติกิจทางสงฆ์ และให้ญาติโยมได้ปฏิบัติธรรมด้วย เหตุเกิดเมื่อช่วงต้นปี 2555

นายสงกรานต์ กล่าวอีกว่า เมื่อทางพระธีรธนัชณฤทธา หลงเชื่อคำกล่าวอ้างของหลวงปู่เณรคำ ได้นำเงินที่ญาติโยมทำบุญบริจาค เป็นจำนวน 5 แสนบาท ไปวางมัดจำกับธนาคาร เพื่อซื้อที่ดิน 14 ไร่ 24 ตารางวา จากเจ้าของกรรมสิทธิ์ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ชื่อดังแห่งหนึ่ง แต่ปรากฎว่าภายหลังหลวงปู่เณรคำ กลับผิดนัด เมื่อติดต่อสอบถามไปทางลูกศิษย์ของหลวงปู่เณรคำ ก็ได้รับคำตอบว่า หลวงปู่เณรคำ มีค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนถึง 11 ล้านบาท เพราะต้องดูแลทั้งพระและลูกศิษย์ จนทำให้เกิดความเสียหายขึ้น

ด้าน พระธีรธนัชณฤทธา กล่าวว่า ได้รู้จักกับหลวงปู่เณรคำ ผ่านทางลูกศิษย์และเนื่องจากท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียง มีผู้นับถือศรัทธาเยอะ รวมทั้งมีทรัพย์สินอยู่เป็นจำนวนมาก จึงหลงเชื่อ และไม่คิดว่าจะถูกหลอกลวง ซึ่งเงิน 5 แสนบาท ที่ได้นำไปวางมัดจำกับทางธนาคารนั้นก็เป็นเงินทำบุญของญาติโยม หากทางธนาคารยึดไปก็จะเกิดความเสียหายกับทางสำนักปฏิบัติธรรม อย่างไรก็ดี หลังจากปรึกษากับนายสงกรานต์ ก็ยืนยันว่าจะพยายามช่วยเหลือในเรื่องข้อกฎหมาย เนื่องจากเป็นการผิดสัญญาของหลวงปู่เณรคำ

"อาตมาไม่ทราบเหตุผล ว่าเหตุใดหลวงปู่เณรคำ ต้องทำอะไรเช่นนี้ ที่ผ่านมาก็พยายามติดต่อสอบถามหลายครั้งแล้ว แต่ก็มีเพียงการให้ความหวังว่าจะหาเงินมาให้เท่านั้น แต่ก็ไม่เคยได้ เป็นแค่การพูดปากเปล่าไม่มีการทำสัญญาใดๆ ไว้"ประธานสำนักปฏิบัติธรรมพุทธชยันตี กล่าว

พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวเสริมว่า กรณีของหลวงปู่เณรคำ นั้น ทางพนักงานสอบสวนยังคงเร่งรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ในคดี ยืนยันว่าเรื่องนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว อย่างไรก็ดี หากบรรดาผู้เสียหายไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่เคยถูกหลวงปู่เณรคำ หลอกลวงในกรณีต่างๆ สามารถเข้าให้ข้อมูลกับตน หรือพนักงานสอบสวน บก.ป.เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพิสูจน์ความผิดของหลวงปู่เณรคำ สำหรับสำนวนคดีก็จะทำให้รอบคอบรัดกุมที่สุด จึงมีการพิจารณาขออนุมัติศาลออกหมายจับต่อไป และคงไม่เป็นปัญหาอะไรหากผู้ต้องหาหลบหนีอยู่ต่างประเทศ เพราะสามารถดำเนินการโดยอาศัยความร่วมมือทางคดีอาญาได้

ข่าวอื่นๆ