ระวังโชเฟอร์หื่น ภัยคนใช้แท็กซี่

  • วันที่ 05 เม.ย. 2553 เวลา 17:34 น.

ทำทีโทรศัพท์คุยกับเพื่อนแล้วบอกกับปลายสายว่า"อะไรนะ! อ๋อ รถแท็กซี่ สี...ทะเบียน...(คันที่เรานั่ง) ตอนนี้ผ่านถนน...แล้ว อีก 30 นาทีมารอรับด้วยนะ บอกพ่อด้วยว่า ตอนเย็นจะไปหาที่โรงพัก"

โดย...ธนก บังผล

อยู่เมืองหลวงแสนจะลำบาก ไม่เฉพาะค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงปรี๊ดเท่านั้น ในแต่ละวันรอบตัวคนกรุงช่างเต็มไปด้วยภัยนานาชนิด โดยเฉพาะ "แท็กซี่" ที่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพฯ เพราะเป็นพาหนะที่เรียกหาง่ายได้ตลอดทั้งคืนทั้งวัน

พอเกิดเหตุแท็กซี่เลวๆ บางคนข่มขืนผู้โดยสารขึ้นมาทีไร ภาพลักษณ์ของแท็กซี่โดยรวมยิ่งติดลบ คนทั่วไปมองภาพลักษณ์แท็กซี่เข้าขั้นย่ำแย่

คดีสะเทือนใจโชเฟอร์แท็กซี่ริทำตัวเป็นโจรขับรถตระเวนปล้นทรัพย์เหยื่อผู้หญิงที่ยืนรอรถ แล้วฉุดขึ้นมารุมโทรม เท่านั้นยังไม่หนำใจ ยังพาเหยื่อไปข่มขืนซ้ำในป่าละเมาะ ก่อนจะปล่อยทิ้งไว้ข้างทาง แต่กรรมตามทัน ตำรวจ สน.ลุมพินี ตามรวบมาได้ยกแก๊ง

พวกมันทำงานเป็นทีม นายสุริยันต์ ศรีพล อายุ 21 ปี ชาว จ.กาฬสินธุ์ นายประดิษฐ์ อินทรสุข อายุ 20 ปี ชาว จ.อุดรธานี และนายคารมย์ ด้วยทางรำ อายุ20 ปี ชาว จ.นครราชสีมา ทั้งสามล้วนเป็นคนต่างจังหวัด เข้ามาทำมาหากินในกรุงเทพฯ อย่างไม่สุจริต

สืบเนื่องจาก น.ส.ต่าย (นามสมมติ) ผู้เสียหาย ถูกคนร้าย 3 คน ฉุดขึ้นแท็กซี่ ก่อนใช้อาวุธปืนข่มขู่ ปล้นและข่มขืนในรถแท็กซี่ นอกจากจะถูกข่มขืนแล้ว เธอยังถูกโจรชั่วทั้งสามคน ปล้นเอาเงินสด โทรศัพท์มือถือนาฬิกา และสร้อยคอไป ก่อนพาไปข่มขืนอีกครั้งในป่าละเมาะ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี แล้วทิ้งเหยื่อไว้ตรงนั้น

โจรหรือจะสู้ตำรวจ เมื่อ น.ส.ต่าย เข้าแจ้งความตำรวจสืบสวนจนกระทั่งทราบว่า นายสุริยันต์ หนึ่งในคนร้ายที่ทำหน้าที่ขับรถแท็กซี่พักอยู่ในบ้าน จึงตามไปรวบตัวได้ถึงบ้านพักในเขตลาดพร้าว ก่อนจะขยายผลจับกุมเพื่อนร่วมแก๊งอีก 2 คน

นายประดิษฐ์ สารภาพก่อนเกิดเหตุได้นั่งดื่มสุราที่บ้าน ตกดึกจึงชวนกันขับแท็กซี่ออกไปตระเวนหาเหยื่อเพื่อปล้นทรัพย์ พบ น.ส.ต่าย ยืนอยู่ที่ป้ายรถประจำทางคนเดียวแถวสวนลุมพินี จึงชักชวนให้ขึ้นรถแล้วพาไปข่มขืน โดยสลับกันข่มขืนมาตลอดทางจนกระทั่งถึงบริเวณป่าละเมาะ อ.สามโคก จ.ปทุมธานีก็ลากมาข่มขืนบนพื้นดินอีกก่อนจะปล่อยผู้เสียหายทิ้งไว้ที่ป่าละเมาะ ก่อนแยกย้ายกันหลบหนี ก่อนที่วายร้ายทั้งสามคนถูกจับดำเนินคดี

 

หากย้อนดูลักษณะใกล้เคียงกัน ตำรวจกองปราบปรามเคยรวบแท็กซี่หื่นลวงไกด์สาวลูกนายทหารยศพันโทไปข่มขืน แล้วถ่ายคลิปเก็บไว้ข่มขู่ พฤติกรรมชั่วหากมันชอบพอหน้าตาผู้โดยสารคนไหนมันจะขับรถพาออกนอกเส้นทาง ก่อนจะพาไปข่มขืน ที่ชั่วหนักกว่านั้นระหว่างข่มขืนจะใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพเหยื่อไว้ข่มขู่อีกด้วย ต่อมาถูกจับ แต่ศาลให้รอลงอาญา 2 ปี

คดีนี้ตำรวจสืบหาเบาะแสรวมทั้งตรวจสอบจากแผนประทุษกรรม และพฤติกรรมศาสตร์ในคดีลักษณะเดียวกัน จนกระทั่งพบผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งเคยมีประวัติก่อคดีข่มขืนในพื้นที่ สภ.ลาดหลุมแก้วจ.ปทุมธานี เมื่อปี 2551 ประกอบกับเส้นทางการเดินรถ และจุดที่ก่อเหตุเป็นเส้นทางที่ใกล้เคียงกับที่คนร้ายคดีนี้ก่อไว้ จึงได้สะกดรอยและถ่ายภาพผู้ต้องสงสัย และรถแท็กซี่ที่ใช้เอาไว้ จากนั้นได้นำภาพผู้ต้องสงสัยมาให้ผู้เสียหายชี้ยืนยัน ซึ่งไม่ผิดตัว

โจรชั่วยอมรับเต็มปากว่า เคยทำงานโรงงานต่อมาเปลี่ยนอาชีพมาขับรถแท็กซี่ เคยถูกจับกุมคดีข่มขืนมาแล้วในพื้นที่ สภ.ลาดหลุมแก้ว ปี 2551 ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี ก่อนจะมาก่อเหตุซ้ำอีก

นอกจากนั้น ยังมีคดีนายณรงค์ศักดิ์ ปกป้องโชเฟอร์แท็กซี่พาหญิงสาวในสภาพมึนเมาไม่ได้สติ เข้าโรงแรมม่านรูดหวังข่มขืน แต่ตำรวจตามช่วยออกมาได้

อุทาหรณ์นี้ เหยื่อโชเฟอร์หื่น เล่าว่า ได้มาเที่ยวกับนายโต แฟนหนุ่มที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านถนนรัตนาธิเบศร์ ก่อนจะเรียกแท็กซี่ของนายณรงค์ศักดิ์ ให้ไปส่งบ้านย่านดอนเมือง ระหว่างทาง

พอรู้ว่านายโตเป็นแฟนผู้โดยสารสาวสวย มันเริ่มออกอุบายอ้างเป็นตำรวจ สภ.อ.เมืองนนทบุรี มาหาลำไพ่พิเศษและไม่เชื่อทั้งคู่เป็นแฟนกัน เพื่อความปลอดภัยขอให้ทั้งสองไปนอนที่โรงพัก

ก่อนจะพานายโตกับแฟนสาวมาส่งที่ สภ.อ.เมืองนนทบุรี สาขารัตนาธิเบศร์ และขออนุญาตสิบเวรให้นอนพัก เพราะทั้งคู่เมาไม่ได้สติ ก่อนขับรถออกไปจากโรงพัก ก่อนที่มันจะย้อนกลับมาที่โรงพัก

อาศัยช่วงตำรวจออกไปตรวจสอบเหตุรถชนคนตายย่องขึ้นมาอุ้มร่าง น.ส.เกศรินทร์ ที่ยังสะลึมสะลือขึ้นรถพามาที่โรงแรมม่านรูด แต่โชคไม่เข้าข้างโจรบ๋อยเห็นผิดสังเกต ได้โทรศัพท์แจ้งตำรวจมาตรวจสอบ

วายร้ายในคราบโชเฟอร์ อ้างหน้าตาเฉยหญิงสาวบอกไม่อยากกลับบ้านให้พาไปพักที่โรงแรมด้วยกัน เพราะรู้สึกประทับใจและชอบ เมื่อเห็นว่าฝ่ายหญิงให้ท่าจึงพามาเปิดห้อง แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรตำรวจก็มาถึงเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม สังคมเมืองหลวงไม่ได้ศิวิไลซ์อย่างที่ใครคิด ในเมืองที่เจริญไปด้วยวัตถุ แต่ใจคนยังตกต่ำ แม้แต่แท็กซี่ซึ่งถือว่าใกล้ชิดคนกรุงมากที่ยังแปลงกายเป็นโจรชั่วทำปู้ยี่ปู้ยำผู้โดยสารให้เห็นอยู่บ่อยๆ จนชื่อเสียงแท็กซี่ป่นปี้ รู้เช่นนี้แล้วผู้หญิงขึ้นแท็กซี่ต้องระวัง อย่าไว้ใจทางอย่าวางใจคนขับแท็กซี่เป็นอันขาด!!! ป้องกันภัยข่มขืน

พ.ต.ท.โชติวิเชียร วิเชียรโชติ รองผู้กำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยผู้หญิง เปิดเว็บไซต์www.paiphuying.com ให้ความรู้เตือนภัยผู้หญิงพ้นเหยื่อแท็กซี่หื่นมี 13 ขั้นตอน ดังนี้

1.ให้นั่งด้านหลังของคนขับ ชิดประตูหลังด้านขวาเท่านั้น และจดทะเบียนรถไว้ทันทีอย่าใช้วิธีจำ เพราะเกิดเหตุจะตกใจจนลืม

2.อย่าเมา อย่าหลับ อย่าคุยเรื่องส่วนตัวกับคนขับ

3.ทำทีโทรศัพท์คุยกับเพื่อนแล้วบอกกับปลายสายว่า "อะไรนะ! อ๋อ รถแท็กซี่สี...ทะเบียน... (คันที่เรานั่ง) ตอนนี้ผ่าน ถนน...แล้ว อีก 30 นาทีมารอรับด้วยนะ บอกพ่อด้วยว่าตอนเย็นจะไปหาที่โรงพัก" เพื่อแสดงให้คนขับรู้ว่าปลายสายของเรารู้หมายเลขทะเบียนรถคันนี้แล้ว จะได้ไม่กล้าลงมือกระทำผิด

4.หมั่นมองกระจกมองหลัง เพื่อดูว่าคนขับจ้องมองเราบ่อยหรือไม่ ถ้าสบตากับคนขับบ่อยๆ แสดงว่าต้องระวังตัวแล้ว

5.ถ้าคนขับออกนอกเส้นทางให้ปฏิเสธโดยแจ้งว่าเรายินดีจ่ายค่าโดยสารตามมิเตอร์แต่ขอให้ไปเส้นทางที่เราคุ้นเคยเท่านั้น

6.ถ้าเห็นว่าไม่ปลอดภัยแน่แล้ว อย่ามัวนั่งนิ่ง สั่งคนขับจอดในจุดที่ปลอดภัย เช่น ตลาดชุมชน ปั๊มน้ำมัน ที่มีผู้คน อย่าปล่อยให้คนขับพาเราไปในที่เปลี่ยว เพราะจะไม่มีใครได้ยินเสียงตะโกนร้องของคุณ

7.ถ้าคนขับยังไม่จอดให้เอื้อมมือไปเปิดประตูหลังด้านซ้ายให้เปิดออกไป ปัดไปปัดมาเพื่อให้คนสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ แต่อย่ากระโดดลงจากรถขณะที่รถยังแล่นอยู่

8.โทรศัพท์แจ้ง 191 ให้มาช่วย หรือเปิดกระจกตะโกนให้คนช่วย

9.ถ้าคนขับจอดรถในที่เปลี่ยว อย่าปล่อยให้เข้าถึงตัวคุณระหว่างที่เขาออกจากประตูรถหรือปีนข้ามเบาะมาด้านหลัง เราต้องรีบออกจากรถอีกด้านหนึ่งทันที แล้วใช้อุปกรณ์ป้องกันตัว เช่น สเปรย์พริกไทย แล้ววิ่งหนีให้เร็วที่สุด

10.หากไม่มีอุปกรณ์ป้องกันตัว และยังไม่มีใครมาช่วยให้วิ่งวนรอบรถ เพราะคนร้ายไม่สามารถข้ามรถมาจับเราได้ หรือมุดไปใต้ท้องรถด้านฝากระโปรงท้าย เพราะเขาไม่สามารถลากเราออกไปได้ ให้ใช้เท้าถีบๆๆๆ แล้วตะโกนต่อเนื่อง แต่หากคนร้ายขึ้นรถจะขับออกไปให้ระวังคนร้ายขับถอยมาชนหรือทับเราด้วย

11.หากเสียทีถูกจับตัวได้ให้เจรจาต่อรองยอมให้ทรัพย์สินไปเพื่อเอาชีวิตรอด

12.หากคนร้ายจะข่มขืนให้ทำทีสมยอมไปก่อนเพื่อถ่วงเวลารอคนร้ายเผลอ อย่าปล่อยให้คนร้ายทำให้เราหมดสติ เพราะเราอาจถูกฆ่าตายได้

13.ตั้งสติให้ดีเมื่อคนร้ายเผลอให้โจมตีจุดอ่อน เช่น ตา ลูกกระเดือก เป้ากางเกงหักนิ้ว กัดลิ้น แล้วรีบหนีให้เร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.โชติวิเชียร บอกว่าท่องจำให้ดีแล้วสมมติสถานการณ์นี้บ่อยๆรับรองโอกาสรอดมีสูงแน่นอน

ข่าวอื่นๆ