5 ชั่วโมงระทึก ปิดเมืองล่าแก๊งปล้นเงินลาว

  • วันที่ 17 ธ.ค. 2555 เวลา 09:35 น.

5 ชั่วโมงระทึก ปิดเมืองล่าแก๊งปล้นเงินลาว

การประสานงานแบบฟูลทีมผ่านโอเปอเรชันรูมที่เหมือนมันสมอง ด้วยเวลาเพียง 5 ชั่วโมง แก๊งสีกากีนอกรีตที่รวมหัวกับหนุ่มแบงก์รวงข้าว ก่อเหตุอุกอาจปล้นทรัพย์นักธุรกิจค้าไม้ชาวลาวกลางเมืองนครพนมเชิดเงินไป 3.5 ล้านบาท ก็ถูกตะครุบตัวไว้ได้

งานนี้ชี้ให้เห็นว่าถึงคนร้ายจะเป็นมืออาชีพและมีอาชีพเป็นตำรวจ แต่การไขคดีอย่างรวดเร็วหลังเกิดเหตุทันทีด้วยการปิดเมืองไล่ล่า ก็ทำให้ได้ตัวคนร้ายพร้อมกับทรัพย์สินคืนมาก่อนที่คนร้ายจะหลบเข้ากลีบเมฆ

บ่ายโมงของวันที่ 12 ธ.ค. ตำรวจเมืองนครพนมถูกปลุกขึ้นทั้งจังหวัด หลังจากได้รับแจ้งเหตุจากนายชัยวัฒน์พนธ์ ศรีสมทรัพย์ ชาวไทย และนายสมศักดิ์ วันวิไล ชาวลาว ว่ามีคนร้าย 3 คน ดักปล้นเงินจำนวน 3.5 ล้านบาท ที่เพิ่งถอนออกมาจากธนาคารกสิกรไทย สาขานครพนม นอกจากนี้ยังจับตัวนายศรไชย สีหาราด ชาวลาวน้องชายนายสมศักดิ์ ขึ้นรถหลบหนีไปด้วย เนื่องจากเป็นคนกอดถุงเงินไว้ เลยถูกอุ้มขึ้นรถไปทั้งคนทั้งเงิน ก่อนที่จะนำไปปล่อยทิ้งไว้ริมถนนหน้ามหาวิทยาลัยนครพนม บ้านเนินสะอาด ต.นาราชควาย อ.เมืองนครพนม

ทันทีหลังจากเกิดเหตุ พ.ต.อ.สมนึก มิควาฬ ผู้กำกับการตำรวจ สภ.เมืองนครพนม รายงานด่วนไปยัง พล.ต.ต.ชูรัตน์ ปานเหง้า ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ซึ่งกำลังอยู่ในการประชุมผู้บังคับการทั่วประเทศ ที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ตำรวจใหญ่ทั้งหลายรวมกันอยู่ที่นั่น พล.ต.ต.ชูรัตน์ เชื่อว่าหากไร้หัวขบวนในการวางแผนคนร้ายย่อมลอยนวล เขารายงานเหตุไปยังเบอร์ 1 ปทุมวัน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ทันที

หลังรายงานเหตุไฟเขียวก็ฉายแสงวาบ ผบ.ตร.อนุมัติให้เปิดศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า (ศปก.ส่วนหน้า) ขึ้นบนชั้นที่ 4 ของโรงแรมสถานที่จัดประชุม สั่งการให้ตำรวจใหญ่หลายนายระดมสมองจับกุมคนร้าย

คำสั่งแรกที่ออกไปคือ “ปิดเมืองไล่ล่า” ซึ่งใช่เพียง จ.นครพนม พื้นที่เกิดเหตุ แต่ยังรวมถึง จ.มุกดาหาร และสกลนคร จังหวัดใกล้เคียง

ขณะเดียวกันการสอบปากคำผู้เสียหายก็ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และรายงานกลับไปยัง ศปก.ส่วนหน้า เป็นระยะๆ เพื่อให้ตำรวจใหญ่ที่นั่งเป็นมันสมองวิเคราะห์สถานการณ์ว่าจะเดินไปอย่างไร

จากคำให้การของนายสมศักดิ์ ทำให้ ศปก.ส่วนหน้า รู้ว่าเมื่อเวลา 11.00 น. ผู้เสียหายทั้งหมดได้ขับรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้าวีโก้ทะเบียนประเทศลาว ไปเบิกเงินสด 3.5 ล้านบาทจากธนาคาร หลังเบิกเงินเสร็จเตรียมเดินทางกลับประเทศลาว มีนายศรไชย เป็นคนขับ ขณะขับรถถึงหน้าสำนักงาน อบจ.นครพนม ถนนสายนครพนมท่าอุเทน มีรถตำรวจทางหลวงขับมาประกบและโบกให้จอด มีตำรวจยศ จ.ส.ต.นายหนึ่งเข้ามาสอบถามขอดูใบขับขี่และพาสปอร์ต

ขณะนั้นเองมีรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าซีวิค สีฟ้า ไม่ทราบทะเบียน ขับมาปาดหน้า จากนั้นชายฉกรรจ์ 3 คน แต่งกายครึ่งท่อนคล้ายตำรวจใส่เสื้อแจ็กเกตสีดำ อ้างเป็นตำรวจปราบปรามยาเสพติดเข้ามาสอบถาม ทำให้นายศรไชยหยิบกระเป๋าที่ใส่เงินมากอดไว้ หนึ่งในชายกลุ่มดังกล่าวเข้าไปยื้อแย่ง ก่อนที่ชายฉกรรจ์ที่เหลืออีก 2 คน จะอุ้มนายศรไชยขึ้นรถขับหลบหนีไป ก่อนนำตัวไปทิ้งไว้ที่กลางทาง

เมื่อดูคำให้การของเหยื่อแล้ว ศปก.ส่วนหน้า ที่พัทยา ประมวลข้อมูลว่าคนร้ายรู้ความเคลื่อนไหวของผู้เสียหายเป็นอย่างดีและขับรถติดตามมาตลอดทาง ขณะเดียวกันการทำงานของตำรวจทางหลวงที่เรียกรถของผู้เสียหายนั้นก็มีพิรุธ เนื่องจากตำรวจทางหลวงไม่น่าจะเข้ามาในตัวเมือง ผิดปกติกับการปฏิบัติงานตามหน้าที่ ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นจึงเชื่อว่า ตำรวจทางหลวงกับรถคนร้ายที่มาอุ้มตัวคนลาวไปนั้นอาจจะเกี่ยวข้องกัน จึงส่งเรื่องให้กับฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคโนโลยีแกะรอยจากการใช้โทรศัพท์ของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งตำรวจทางหลวงนั้นเมื่อตรวจสอบก็รู้แล้วว่าเป็นใคร เนื่องจากเหยื่อจำหมายเลขประจำรถได้

จากการตรวจสอบข้อมูลโทรศัพท์ก็พบว่ากลุ่มตำรวจทางหลวงได้ติดต่อกันอย่างต่อเนื่องกับพนักงานธนาคาร และตำรวจตระเวนชายแดนอีกคนหนึ่ง ถึงตอนนี้ทั้งหมดพุ่งเป้าไปว่าตำรวจมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมีเจ้าหน้าที่ธนาคารอย่างน้อย 1 คน คอยส่งสัญญาณ ศปก.ส่วนหน้า จึงสั่งการให้ฝ่ายสืบสวนที่ จ.นครพนม ไปนำตัวตำรวจทางหลวงที่เรียกรถของเหยื่อมาสอบปากคำ

หัวค่ำวันเดียวกันหลังเกิดเหตุราว 5 ชั่วโมง จ.ส.ต.เอกชัย สิงห์ทองใหญ่ ตำรวจทางหลวงวัย 35 ปี ถูกนำตัวมาสอบปากคำทันที จ.ส.ต.เอกชัยจำนนด้วยหลักฐาน และข้อมูลการสืบสวนความเชื่อมโยงของคนในแก๊ง จึงยอมรับสารภาพและซัดทอดว่าในทีมวางแผนอุ้มปล้นมีอีก 4 คน คือ ด.ต.ชดาวุฒิ นนท์คำวงศ์ ด.ต.จำนงค์ รักษา ทั้งหมดตำแหน่ง ผบ.หมู่ สทล.5 กก.4 จ.สกลนคร ตำรวจทางหลวงประจำตู้ยาม ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม และ ด.ต.ณรงค์ บุญสินชัย ตำรวจ ตชด.235 ธาตุพนม และนายทองเลิศ มาศหลุบเหลา พนักงานบริการลูกค้า ธนาคารกสิกรไทย สาขานครพนม โดยมี ด.ต.ชดาวุฒิ เป็นหัวหน้าทีมวางแผนปล้น

จากนั้น ศปก.ส่วนหน้า สั่งการให้ชุดสืบสวนกว่า 30 นาย กระจายกำลังเข้าจับกุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด พบของกลางเงินสด 3.5 ล้านบาทครบตามจำนวน อาวุธปืน 11 มม. 1 กระบอก กระสุนปืน 5 นัด ทะเบียนปลอม 5 แผ่น ซุกซ่อนในกระเป๋าสะพายสีดำ และรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ แต่ทั้งหมดยังคงหัวหมอ โดยให้การปฏิเสธในบันทึกการจับกุมเพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาล อย่างไรก็ตาม ตำรวจทั้งหมดถูกไล่ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว และถูกคัดค้านการประกันตัวด้วย

พล.ต.ต.ชูรัตน์ กล่าวว่า คดีนี้ปิดฉากได้ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเกิดเหตุ จากการประสานงานกันระหว่างตำรวจในพื้นที่ และที่ ศปก.ส่วนหน้า เป็นการทำงานที่รวดเร็วแข่งกับเวลา เพราะหากปล่อยไปนานกว่านี้คนร้ายย่อมหาทางหนีทีไล่ได้ เพราะเป็นตำรวจย่อมรู้วิธีของตำรวจ ส่วนผู้ต้องทั้ง 5 คน จะรับสารภาพหรือไม่รับสารภาพ แต่ตำรวจมีพยานหลักฐานชัดเจน โดยได้แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันปล้นทรัพย์ไปแล้ว

“คงต้องเตือนไปยังชาวลาวด้วยว่า การมาเบิกถอนเงินสดนั้นเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง เพราะมีคนลาวจำนวนมากที่ทำธุรกิจกับคนไทย และมาโอนเงินกันที่เมืองไทย หากจะมาเบิกเงินก็ควรหาคนมาเป็นเพื่อน หรือใช้รถยนต์มากกว่า 1 คัน เพื่อช่วยกันสอดส่องดูแล อย่างไรก็ตาม หากต้องการตำรวจคุ้มกันก็สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ ตำรวจไทยยินดีที่จะให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว” พล.ต.ต.ชูรัตน์ ทิ้งท้าย

ข่าวอื่นๆ