‘แว้นแล้วไปไหน’ จราจรจะบอกให้

วันที่ 05 ธ.ค. 2555 เวลา 08:53 น.
‘แว้นแล้วไปไหน’  จราจรจะบอกให้
ทั้งปราบ ทั้งจับกุม เรียกว่าดำเนินการกันทุกวิถีทาง เพื่อสกัดเหล่าบรรดาขาแว้นเด็กซิ่งที่ยึดท้องถนนยามค่ำคืนเป็นสนามประลองความเร็วท้าความตาย

โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ

ทั้งปราบ ทั้งจับกุม เรียกว่าดำเนินการกันทุกวิถีทาง เพื่อสกัดเหล่าบรรดาขาแว้นเด็กซิ่งที่ยึดท้องถนนยามค่ำคืนเป็นสนามประลองความเร็วท้าความตาย

ตำรวจจากกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) ต้องงัดแทบทุกมาตรการมาใช้ เพราะอันตรายที่ห่วงนักห่วงหนาปานว่าเป็นลูกของตัวเอง ตำรวจจราจรเมืองกรุงภายใต้การนำของ พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผู้บังคับการตำรวจจราจร ต้องการให้เหล่าเด็กแว้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชนอยู่ในกรอบที่ถูกต้องดำเนินชีวิตเติบโตตามเส้นทางที่ดีงาม ไม่อยากไม่ต้องการเห็นกำลังของชาติต้องมาตายบนท้องถนนด้วยความไม่จำเป็น ว่าแล้วจึงต้องมีมาตรการเชิงรุกที่นอกจากจะใช้กำลังใช้เครื่องมือปราบปราม การเข้าเตือน หรือมีข้อเสนอแนะให้เห็นถึงอันตรายบนสังเวียนความเร็วที่ไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นเรื่องสำคัญ

ผู้การปิยะ จึงนำโครงการภายใต้ชื่อที่น่าสนใจ “แว้นแล้วไปไหน” มาปฏิบัติ

 

“โครงการแว้นแล้วไปไหน เป็นโครงการปฏิบัติเชิงรุกที่เป็นรูปธรรมของตำรวจจราจรครับ ง่ายๆ เลยคือให้ความรู้ด้านกฎหมายกับกลุ่มเป้าหมายของเรา คือเหล่าเด็กแว้น เยาวชนตามโรงเรียนต่างๆ ที่สำคัญคือผู้ปกครองด้วย นอกจากกฎหมายก็จะมีเรื่องการพูดคุยของตำรวจ ชี้ให้เห็นถึงอันตรายอย่างรุนแรง หากยังไปแว้นกันบนท้องถนน” พล.ต.ต.ปิยะ เปิดฉากอธิบาย

ลงลึกในรายละเอียดของโครงการแว้นแล้วไปไหน พล.ต.ต.ปิยะ อธิบายว่า ตำรวจจราจรจะมุ่งเน้นในเชิงประชาสัมพันธ์ให้วัยรุ่น โดยเฉพาะเหล่านักเรียน ม.ปลาย อบรมให้เห็นถึงอันตรายของการแข่งรถบนท้องถนนตามโรงเรียนต่างๆ ให้เป็นภาพที่ชัดเจน แน่นอนว่าเด็กเหล่านี้ต้องรู้มาบ้างแล้วว่าความอันตรายมันมากเพียงใด แต่ด้วยความคึกคะนองและลักษณะเพื่อนมากลากไป จึงเข้าไปสู่วังวนของเด็กแว้น

“เขาต้องตระหนักว่าทุกครั้งที่หยิบกุญแจรถออกไปซิ่งออกไปแว้น มันสะเทือนไปถึงความรู้สึกของพ่อแม่ที่ต้องทนทุกข์ระทมคิดถึงอันตรายที่อาจจะเกิดกับลูก เช่น ออกไปแล้วจะกลับมาสภาพไหน หากถูกจับมาก็ต้องไปเสียค่าปรับ ทรัพย์สินรถจักรยานยนต์ก็ต้องถูกยึดไปด้วย เสียเงินเสียทรัพย์ แทนที่จะได้เป็นค่าเล่าเรียน ค่าขนมของเด็กก็ต้องมาเสียโดยไม่จำเป็น ที่สำคัญคือความเป็นห่วง ผมอยากให้เด็กรับรู้ถึงปัญหา การที่เด็กไปถูกจับเพราะแว้นกัน ติดคุกถูกขังแค่วันเดียวรอพ่อแม่มาประกันตัว แต่พ่อแม่ต้องเศร้าเสียใจไปอีกกี่วัน เดือน ปี”

“กลุ่มเด็ก ม.ปลายนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงถึงแม้ว่าจะยังไม่แว้นกันในบางคน แต่การกันไว้ดีกว่าแก้จะเป็นการปรามที่ดีที่สุด ตำรวจจะเข้าไปให้ความรู้ด้านกฎหมาย โทษทัณฑ์ต่างๆ กับตัวเยาวชนเป้าหมายและผู้ปกครองที่ขอความร่วมมือให้ร่วมรับฟังด้วย ที่สำคัญคือครูอาจารย์ที่จะใกล้ตัวนักเรียนเช่นกัน”

 

พล.ต.ต.ปิยะ เล่าอีกว่า ส่วนเด็กที่เคยถูกจับกุม มีประวัติเป็นนักแข่งรถบนท้องถนนถือเป็นเป้าหลักที่ต้องนำกลับคืนมาสู่สังคมให้ได้ ให้อยู่ในกรอบที่ดี เจริญเติบโตเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว ไม่ใช่มาพิกลพิการเพราะความคึกคะนอง แทนที่จะได้เลี้ยงดูพ่อแม่ยามที่ท่านแก่เฒ่า กลายเป็นพ่อแม่ต้องมาเลี้ยงดูลูกจนกว่าจะตายจากกัน เพราะความมันส์เพียงแค่วูบเดียว ตำรวจนอกจากจับปราบปรามจับกุมแล้วก็ต้องส่งเสริมให้เด็กหยุดซิ่งหยุดก่อกวนบนท้องถนนให้ได้ จึงเป็นข้อสรุปของโครงการแว้นแล้วไปไหน แว้นแล้วจะมีผลอย่างไรตามมา นั่นคือต้องสร้างความเข้มแข็ง ความเป็นคนดีให้เกิดขึ้นกับตัวของเด็กและเยาวชนเอง

จากการร่ายยาวถึงโครงการแว้นแล้วไปไหน ผู้การปิยะ ตั้งเป้าโครงการนี้ให้ออกอบรมกลุ่มเยาวชนเสี่ยงทั่วกรุงเทพมหานคร แรกเริ่มตำรวจจะประสานไปยังโรงเรียนเป้าหมายที่ โรงเรียนดอนเมืองทหารอากาศบำรุง โดยมี พ.ต.ท.สนอง แสงมณี สว.จร.งานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีรังสิต ทางพิเศษ กก.2 บก.จร. และเจ้าหน้าที่ตำรวจงานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีรังสิต ร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้

ผู้การปิยะ มือปราบจราจรยังระบุถึงสถานการณ์เด็กแว้นของเมืองกรุงในขณะนี้ถือว่าเบาบางลงไปมากพอควรแล้ว จากเสียงตอบรับของประชาชนก็เป็นคำตอบชัดเจนว่า การทำงานของตำรวจ บก.จร.ถือว่าเดินมาถูกทาง โดยเฉพาะคืนวันศุกร์และเสาร์ปริมาณเด็กแว้นที่ออกมาซ่าก็ลดน้อยลงไป แต่ยอมรับว่ายังมีบ้างในช่วงคืนวันเทศกาลต่างๆ ที่ตำรวจต้องวางแผนมาตรการขจัดให้หมดไป

ขั้นตอนปราบปรามจับกุมที่ในบางครั้งต้องใช้ความรุนแรง ตำรวจก็จำเป็นต้องปฏิบัติต่อเหล่าเด็กแว้นเพื่อความปลอดภัยของผู้อื่น ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน แต่มาตรการเชิงรุกให้กับตัวเป้าหมายด้วยการอบรมให้เห็นโทษทัณฑ์ความอันตรายต่างๆ ก็เป็นความสำคัญไม่ต่างกัน

ถือเป็นอีกกลยุทธ์ของตำรวจ บก.จร.กับโครงการ “แว้นแล้วไปไหน” ต้องจับตาดูว่าจะมีผลอย่างไรต่อสังคมบนท้องถนนบ้าง