ดันโครงการสุขภาพจิตแก้เด็กตีกัน

  • วันที่ 18 พ.ย. 2555 เวลา 12:37 น.

ดันโครงการสุขภาพจิตแก้เด็กตีกัน

จิตแพทย์เผยเด็กอาชีวะตีกันเหตุ "ต่อต้านสังคม-ค่านิยมรุ่นพี่" ดันโครงการพัฒนารูปแบบการดูแลช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กระทรวงศึกษาธิการ และกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข จัดการประชุมติดตามประเมินผลและประชุมร่วมกับคณะกรรมการบริหารวิทยาลัย เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและหาแนวทางการบูรณาการกับเครือข่ายในพื้นที่ ตามโครงการพัฒนารูปแบบการดูแลช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต เพื่อป้องกันพฤติกรรมรุนแรงในนักเรียน/นักศึกษาอาชีวศึกษา ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีมีนบุรีโปลีเทคนิค ซึ่งเป็นสถานศึกษานำร่อง

นพ.พิทักษ์พล  บุณยมาลิก  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จ.นครราชสีมา ในฐานะผู้จัดทำโครงการฯ กล่าวว่า ปัญหาเด็กตีกันมีมานาน และหลายครั้งการตีกันไปกระทบกับบุคคลที่สาม ที่ผ่านมาครูมีอัตรากำลังน้อยแต่ต้องคอยดูแลเด็กตามจุดต่างๆ ร่วมกับตำรวจและทหาร ซึ่งการแก้ปัญหาเด็กตีกันไม่ได้ผลเพราะมีลักษณะต่างคนต่างทำ ไม่มีโอกาสร่วมมือกันอย่างจริงจัง แม้ว่าทุกคนจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ก็ตาม แต่หากร่วมกันมองว่าเป็นปัญหาของทุกคน มั่นใจว่าปัญหาสังคมนี้จะแก้ได้จึงได้เกิดการทำงานในรูปแบบเครือข่ายขึ้น

เด็กทุกคนมีความเสี่ยงการตีกันต่างกัน โดยแบ่งเด็กออกเป็น 3 กลุ่มคือ 1.กลุ่มดูแลใกล้ชิดซึ่งมีจำนวนน้อย แต่ควรจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากคณะกรรมการบริหารวิทยาลัย โดยการติดตามของเราจะมองเขาในแง่บวก ไม่ใช่มองเขาแบบอย่างฆาตกร ต้องติดตามด้วยความลับ และไม่แยกออกจากเด็กกลุ่มพฤติกรรมปกติ ซึ่งกลุ่มนี้จะได้รับมอบหมายให้อาจารย์เป็นอาจารย์พ่อ-แม่คอยดูแลใกล้ชิด 2.กลุ่มห่วงใย อาจารย์ที่ปรึกษาจะให้คอยดูแลอยู่ห่างๆ โดยใช้ยุทธศาสตร์หลักเพื่อนดูแลเพื่อน เพราะเด็กจะไว้ใจเพื่อนมาก อย่างไรก็ตามสิ่งแวดล้อมของชุมชนเป็นสิ่งสำคัญที่ชุมชนเองจะต้องช่วยกันอีกทางหนึ่ง หากเรามีตัวแทนกระจายครอบคลุมเชื่อมโยงได้ก็จะดีอย่างมาก เช่น ผู้นำชุมชน วินมอเตอร์ไซค์ ร้านเกม ร้านค้า และ 3.กลุ่มไว้วางใจ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่มีปัญหาพฤติกรรมความรุนแรง

“เด็กบางคนที่ใช้ความรุนแรงมีภาวะต่อต้านสังคม ซึ่งหลายคนในสังคมมีภาวะดังกล่าว แต่มีไม่มากและไม่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน แต่หากมีมากเกินไปถือว่าเป็นปัญหาด้านจิตเวช บางคนทำงานไม่ได้ เป็นเด็กก็จะไม่เรียนหนังสือ อะไรที่สังคมทำก็จะไม่เข้าร่วม ซึ่งพบว่าเด็กที่เรียนสายอาชีพมีภาวะดังกล่าวมากกว่าเด็กที่เรียนสายสามัญศึกษา และเมื่อเด็กกลุ่มนี้มาเจอกับค่านิยมเรื่องสถาบันของรุ่นพี่จึงต้องการแสดงออกให้สังคมสนใจ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเยาว์ โดยมีสาเหตุแตกต่างกันไป เช่น เด็กสมาธิสั้น ไอคิวต่ำเกินไปเรียนไม่ทันเพื่อน หรือไอคิวสูงเกินไปทำให้เบื่อหน่ายการเรียน หากมีการคัดกรองและดูแลตั้งแต่ต้นเหตุก็จะสามารถช่วยแก้ปัญหาได้”นพ.พิทักษ์พลกล่าว

นอกจากนี้ค่านิยมของผู้ปกครองที่ต้องการให้ลูกได้ใบปริญญา และมองว่าการศึกษาสายอาชีพไม่ใช่ทางเลือกที่ดี ทำให้เด็กอาชีวะรู้สึกไม่ได้รับการยอมรับ และยิ่งอยากให้สังคมหันมามอง แต่ไม่รู้จะแสดงออกอย่างไรจึงแสดงออกเชิงลบ

นพ.พิทักษ์พล  กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทางโครงการฯ ได้คัดกรองเด็กวิทยาลัยเทคโนโลยีมีนบุรีฯ ออกเป็น 3 กลุ่ม รวมทั้งอบรมครูเพื่อเสริมทักษะการดูแลเด็ก ซึ่งครูกลุ่มนี้จะจัดกิจกรรมต่อเนื่องในสถานศึกษาสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อลดอคติ และปรับทัศนคติเชิงบวกให้กับนักเรียนตามหลักสูตรที่โครงการกำหนดไว้ และทำงานขับเคลื่อนไปพร้อมกับเครือข่ายที่ช่วยติดตามพฤติกรรมเด็กกลุ่มเสี่ยงในทางลับ โดยมีทีมสหวิชาชีพที่มีกลไกทางจิตวิทยาเข้าไปช่วยดูแลเด็กที่มีปัญหาเป็นรายบุคคล ซึ่งหลังจากนี้ 4 เดือนจะมีการประเมินผลการดำเนินโครงการฯ เพื่อดูพฤติกรรมของนักเรียนว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

นอกจากนี้การสื่อสารก็มีความสำคัญ โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุการณ์ จำเป็นต้องสื่อสารให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และสื่อสารในเชิงบวก ขณะเดียวกันครูเองก็ควรจะเข้าถึงกลุ่มเครือข่ายเด็กผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน และเป็นการตั้งรับกับปัญหา รับรู้ถึงความเสี่ยงต่างๆ ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าหลักสูตรตามโครงการฯ จะช่วยแก้ปัญหาความรุนแรงในเด็กอาชีวะได้ โดยเฉพาะที่วิทยาลัยเทคโนโลยีมีนบุรีฯ เป็นตัวอย่างความร่วมมือระหว่างเครือข่าย และคณะผู้บริหาร ซึ่งเป็นต้นแบบให้สถาบันการศึกษาอื่นๆ ได้นำไปใช้ต่อไป

ด้าน พ.ต.ท.วีรพันธ์ สารธรรม สารวัตรป้องกันและปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลมีนบุรี กล่าวว่า การดำเนินการที่ผ่านมาพบว่าปัญหาสำคัญคือการขาดการติดต่อสื่อสาร ดังนั้นเมื่อโรงเรียนได้รับข้อมูลการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ต้องแจ้งกับนักเรียนให้ทราบว่าตำรวจดำเนินการอะไรไปบ้างแล้ว  เพื่อป้องกันเด็กไปแก้ปัญหาเอง ขณะเดียวกันสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรีก็มีการประมวลข้อมูลเด็กจากโรงเรียนต่างๆ ที่มีปัญหาความรุนแรง ประสานไปยัง ศธ.เพื่อรับทราบและแก้ไขปัญหาต่อไป เพราะการที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายในการทำงานดูแลและป้องกันพฤติกรรมความรุนแรงในเด็ก ทำให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการประสานงานที่ดีขึ้นด้วย 

ข่าวอื่นๆ