ปมขัดแย้งฆ่าฝังไร่เงื่อนงำมรดกที่ดิน?

วันที่ 26 ก.ย. 2555 เวลา 09:26 น.
ปมขัดแย้งฆ่าฝังไร่เงื่อนงำมรดกที่ดิน?
กลายเป็นหนังเรื่องยาว ลึกลับ ซับซ้อน ซ่อนเงื่อนที่ไม่ต่างอะไรกับฆาตกรรมอำพราง หลังจากที่ นายสามารถ นุ่มจุ้ย อายุ 27 ปี และ น.ส.อรษา เกิดทรัพย์ อายุ 27 ปี สองสามีภรรยาเจ้าของไร่สับปะรด ใน ต.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ถูกอุ้มหายไปจากบ้านพัก พร้อมกับรถกระบะโตโยต้า ไทเกอร์ สีบรอนซ์เทา ตั้งแต่ปี 2552 หรือเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

จนกระทั่งมีคนแจ้งเบาะแส ว่าพบรถกระบะคันดังกล่าวถูกจอดทิ้งอยู่ภายในบ้านร้างแห่งหนึ่งย่าน จ.นนทบุรี

โดยภายหลังจากที่ พ.ต.อ.ชาญศิริ สุขรวย ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี ทำการตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าว ก็พบ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ นพ.สบ.5 กลุ่มงานเวชศาสตร์และครอบครัวโรงพยาบาลตำรวจ เป็นเจ้าของ

แม้ว่าจะเป็นบ้านร้าง แต่มีหลักฐานที่ถูกทิ้งไว้ในตู้ไปรษณีย์ ทั้งบิลค่าน้ำ ค่าไฟ และบัตรเครดิต ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่าในบิลบัตรเครดิตธนาคารแห่งหนึ่งที่ส่งมาที่บ้านหลังนี้ ส่งถึง น.ส.วิสสา จันทรบัญชร นอกจากนี้จากการตรวจสอบภายในรถอย่างละเอียดยังพบบัตรประกันสังคมและบัตรประจำตัวประชาชนของ น.ส.อรษา รวมถึงหมวกแก๊ปที่มีคราบเลือดอยู่ภายในรถ

เจ้าหน้าที่ยังพบเส้นผมจำนวนหนึ่งตกอยู่บนพื้นดินข้างตัวบ้าน และพบร่องรอยโบกปูนซึ่งมีลักษณะเป็นรอยโบกทับใหม่ในห้องคนรับใช้ ซึ่งอยู่ติดกับที่พบเส้นผม พร้อมกับอาวุธปืนจำนวนมาก

 

หลักฐานต่างๆ เหล่านี้ จึงนำไปสู่การขุดพื้นที่ภายในไร่ของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ก่อนที่จะเจอโครงกระดูก 3 ศพ ถูกฝังอยู่บริเวณกอไผ่

น.ส.วิมล นุ่มจุ้ย อายุ 34 ปี พี่สาวของนายสามารถ ที่สูญหายไป ซึ่งทำงานเป็นเจ้าหน้าที่นักสถิติ ระดับ 3 แผนกกลุ่มอายุรกรรม โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยว่า เบาะแสเรื่องการพบรถที่ได้นั้น มาจาก นายสุเทพ เลาหะวัฒนะ อายุ 63 ปี พี่ชายของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์

สาเหตุที่นายสุเทพนำเรื่องรถยนต์มาบอก น.ส.วิมล เนื่องจาก นายสุเทพ กับ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ มีปัญหาฟ้องร้องกันเรื่องมรดกอยู่ โดย พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ได้ขอให้ น.ส.วิมล ช่วยเป็นพยานต่อศาลเรื่องการดูแลมารดา พอนายสุเทพ ทราบเรื่องจึงโทรศัพท์มาคุยกับเธอ

พอทราบเรื่องของน้องชายและน้องสะใภ้ที่หายตัวไป นายสุเทพจึงโทรไปสอบถามแหล่งข่าวรายหนึ่ง และบอกเบาะแสเรื่องรถกระบะให้เธอฟัง

ระหว่างนั้น พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ที่ทำทีว่าจะขอมอบตัวแต่ก็เบี้ยวนัด จนได้รับการติดต่อมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้พบสัญญาณโทรศัพท์อยู่ที่ปึกเตียนวิลล่า รีสอร์ต ริมชายหาดปึกเตียน จึงเข้าทำการควบคุมตัว

ในขณะที่ นางวิลสา จันทรบัญชร ภรรยา พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ได้แยกย้ายกันหลบหนีไปโดยไม่ได้ติดต่ออีกเลย โดยล่าสุด นางวิลสา ขอเข้ามอบตัวแล้ว

ผู้ต้องหาในคดีนี้ นอกจากจะเป็นแพทย์แล้ว ยังเป็นตำรวจระดับสูง ซึ่งผลจากการสอบสวนนานถึง 3 ชั่วโมงครึ่ง พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ไม่ยอมลงนามในบันทึกการมอบตัวและบันทึกการจับกุม แต่เขียนข้อความเพิ่มเติมตอนท้ายว่าขอให้การปฏิเสธ

เรื่องไม่จบแค่นี้ เพราะเมื่อย้อนไปถึงปมขัดแย้งทางมรดกแล้ว ก็ยิ่งทำให้คดีนี้มีเงื่อนงำมากขึ้น

“สำหรับที่ตกเป็นจำเลยครั้งนี้ เป็นเพราะความขัดแย้งในครอบครัวระหว่างผมกับพี่ชาย ซึ่งมีเรื่องฟ้องร้องกันอยู่ในศาลเยาวชนและครอบครัว ตามคดีดำที่ 1653/54 หากสื่อไปสืบค้นความจริงก็จะทราบว่าพี่ชายผมเป็นคนอย่างไร ส่วนโครงกระดูกที่พบในไร่ก็ไม่ทราบว่ามีที่มาอย่างไร เพราะให้คนเช่าที่ดินดังกล่าวมาหลายปีแล้ว และที่น่าแปลก คือ ทำไมคนที่ให้ข้อมูลกับตำรวจจึงรู้รายละเอียดมากขนาดนั้น ทั้งที่ผมเป็นเจ้าของที่ดินยังไม่รู้เลย จึงน่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังแน่นอน” พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ กล่าว

แต่อีกมุมหนึ่ง นายสว่าง นุ่มจุ้ย พ่อนายสามารถ เปิดเผยว่า จากที่เคยคลุกคลีกับ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ยืนยันว่า หมอเป็นคนโมโหร้าย ถ้าไม่พอใจอะไรก็จะถึงขั้นลงไม้ลงมือตบตีทันที และยังเคยตบ นายเอก เลาหะวัฒนะ ลูกชายของหมอจนหูฉีกมาแล้ว นอกจากนี้หมอยังชอบเข้าป่าไปล่าสัตว์ ซึ่งเคยไปด้วยครั้งหนึ่งในป่าแถบ จ.ประจวบคีรีขันธ์

ซึ่งตรงกับข้อมูลก่อนหน้านี้ จากนายกะลา คนงานชาวพม่าคนสนิทกับหมอ ที่ว่ามีการบังคับให้ผู้ตายกินยาพิษ มีการจ่อยิงต่อหน้า บังคับให้เหยื่อปีนต้นไม้ และให้เอามือเข้าไปในเครื่องบด

“หลังจากที่พบรถกระบะ ผมโทรไปหาหมอถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเขาไม่รับ ครั้งที่ 2 เขาบอกว่า ให้หยุดดำเนินการ เพราะผมสู้เขาไม่ได้หรอก เขารู้จักคนเยอะ ผมก็พยายามบอกว่า ที่ทำไปเพียงแค่อยากได้ศพลูกชายคืน ที่ผ่านมาลูกชายและลูกสะใภ้ก็ไม่เคยมีเรื่องกับใคร ทำไมต้องเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นด้วย” นายสว่าง กล่าว

โดยความโหดร้ายทารุณที่ว่ามานั้น พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ปฏิเสธทุกกรณี และเพราะการปฏิเสธทุกข้อหานี้เอง ทำให้ พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภาค 7 เจ้าของคดีนี้ จึงยังต้องประชุมหามรุ่งหามค่ำและคาดว่าอีกไม่นาน เมื่อหลักฐานการตรวจสอบดีเอ็นเอจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ว่าเป็นเลือดของใคร รวมถึงรอยนิ้วมือแฝงที่พบภายในรถ

เงื่อนงำการก่อเหตุก็จะชัดเจนในที่สุด