สป.ชงปฏิรูปศูนย์กลางการแพทย์นานาชาติ

วันที่ 19 ก.ค. 2555 เวลา 20:44 น.
สป.เสนอปฏิรูปศูนย์กลางการแพทย์นานาชาติ เน้นการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ และ การรักษาที่ยุติธรรม

ที่อาคารรัฐประศาสนภัคดี สำนักสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) ได้จัดเวทีสัมมนาหัวข้อ “นโยบายการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ” โดย ศาสตรเมธี ดร.สุปรีดิ์ วงศ์ดีพร้อม ประธานคณะทำงานการพัฒนาคุณภาพชีวิต สาธารณสุข และคุ้มครองผู้บริโภค สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) กล่าวว่า ที่ประชุม เห็นว่า นโยบายการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ควรมีการแลกข้อมูลเพื่อประเมินผล มีการพัฒนาคุณภาพของสถานพยาบาล และบุคลากร ทั้งนี้ต้องเป็นการบริการสาธารณสุขที่ไม่แสวงผลกำไร และมีความยุติธรรมต่อคนไข้ทุกราย

ศาสตรเมธี ดร.สุปรีดิ์ กล่าวว่า ที่ประชุมมีข้อเสนอแนะหลักคือ 1.ให้กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ด้านบุคลากร และ การดำเนินงานในโรงพยาบาล เพื่อปรับระบบให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ 2.ให้ส่งเสริมการลงทุน โดยพิจารณาดำเนินการตามข้อ 51แห่ง ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ไม่สนับสนุนการบริการสาธารณสุขที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจ 3. ให้ดำเนินการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติที่ทัดเทียม และ ไม่กระทบต่อบริการสุขภาพของประชาชนไทย 4.ให้จัดทำแผนการผลิต และฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ โดยใช้เงินที่ค่าตอบแทนที่ได้รับจากคนไข้ เพื่อสร้างบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ พร้อมปฏิบัติหน้าที่ในภูมิภาคชนบท

ศ.นพ.ประสิทธ์ วัฒนาภา รองคณบดีคณะแพทย์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า หลักการของการเป็นศูนย์กลางการแพทย์นานาชาติ คือการพัฒนาด้านวิชาการและเทคโนโลยีด้านการแพทย์ อีกทั้งพัฒนาศักยภาพด้านการศึกษา ฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อยกระดับวิชาการ และ การรักษาพยาบาลในทุกๆ ด้าน  และ เปิดโอกาสให้คนไข้ทุกกลุ่มได้ใช้บริการอย่างทัดเทียมกัน ไม่ว่าจะสัญชาติใด หรือฐานะทางสังคมเป็นอย่างไร

“การเป็นศูนย์กลางการแพทย์นานาชาติ เมื่อมีการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งมีการแบ่งปันข้อมูลทางวิชาการซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐ และเอกชน รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะสามารถทำให้ผลิตบุคลากรทางการแพทย์เข้ามาทดแทน และ สร้างจำนวนบุคลากรให้มีจำนวนมากขึ้นเพื่อดูแลทั่วภูมิภาคของประเทศได้อย่างทั่วถึง” ศ.นพ.ประสิทธ์ กล่าว

นพ.มงคล ณ สงขลา ประธานคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อผู้ป่วยต่างชาติมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้มีรายได้มากขึ้น ผู้ป่วยต่างชาติส่วนใหญ่เป็นผู้มีฐานะดี และเลือกใช้สถานบริการพยาบาลในประเทศไทย เพราะเป็นสถานพยาบาลที่ดีที่สุดในภูมิภาคนี้ แต่ปัญหาในขณะนี้คือ จำนวนของบุคลากรทางการแพทย์ไม่พียงพอที่จะตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วยได้ทั้งหมด ทำให้แพทย์เลือกรักษาผู้ป่วยชาวต่างชาติ หรือผู้มีฐานะ ทำให้เกิดปัญหาการให้บริการรักษาพยาบาลเป็นแบบสองมาตรฐาน

โครงการพัฒนาสถานพยาบาลให้เป็นศูนย์กลางการแพทย์นานาชาติ ได้ดำเนินการผ่านมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนา ทั้งนี้ในที่ประชุม สป. และตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเร่งนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขอรับความเห็นชอบต่อไป