ไสยศาสตร์จับโจรอีกศาสตร์ที่กำลังจางหาย

วันที่ 15 มี.ค. 2553 เวลา 15:47 น.
โดย...วัสยศ งามขำ     

ปัญหาโจรผู้ร้ายยังมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองแต่มาเจอปัญหาทางการเมืองรุมเร้า ทำให้ตำรวจต้องทุ่มกำลังไปดูแลรักษาความสงบทางการเมืองจำนวนมาก เลยทำให้ผู้ร้ายได้ใจ
          อาศัยช่องว่างตรงนี้ก่อเหตุ
          อาชญากรรมและก่อคดี
          ยาเสพติดถี่ขึ้น หากการเมืองสงบปัญหาโจรผู้ร้ายคงจะลดลงกว่านี้เพราะตำรวจจะได้ทำงานอย่างเต็มที่
          สำหรับวิธีตามจับโจรผู้ร้ายของตำรวจแต่ละยุคสมัยจะแตกต่างกันออกไป
          ขณะที่ตำรวจ ในศตวรรษที่ 21 กำลังง่วนอยู่กับการใช้นิติวิทยาศาสตร์ และศาสตร์สมัยใหม่เพื่อไล่จับคนร้าย
          แต่ยังมีตำรวจบางนายใช้วิชาอาคมจับโจรอยู่...ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ !!!
          พ.ต.อ.วีระพันธ์ ทันใจผู้กำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริต และประพฤติมิชอบในวงราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(บก.ปปป.) เอ่ยชื่อนี้ในแวดวงนักสืบรุ่นเก๋ารู้จักกันดี เพราะเขาใช้วิชา "ไสยศาสตร์"เข้าช่วยสืบสวนจับโจรผู้ร้าย แม้จะเป็นยุคที่หลายคนเรียกหาแต่เทคโนโลยี 3G แต่การใช้ไสยศาสตร์ก็สามารถลากคออาชญากรคดีอุกฉกรรจ์มาแล้ว
          หลายคดี ทันทีที่เขายกมือร่ายคาถาเรียกหาสิ่งเร้น
          ลับมาช่วย
          พ.ต.อ.วีระพันธ์ พิชิตคดีดังมาหลากหลายคดี แต่น้อยคนนักจะรับรู้ว่าเขายังใช้ศาสตร์ไข
          คดีสำคัญ จนไปสู่การจับกุมตัวผู้ต้องหาได้
          หลายคดี จึงไม่แปลกเลยที่บางครั้งบางคดีอาจ
          จะเห็นนายตำรวจคนนี้ยกมือพนมท่วมหัว
          ทำปากขมุบขมิบขณะกำลังยืนอยู่ในที่เกิดเหตุที่เต็มไปด้วยคราบเลือด และปริศนาฆาตกรรม
          "ก่อนออกจากบ้าน ผมต้องท่องนะโมตัสสะฯ ก่อน แล้วก็ท่องคาถาต่างๆ ไหว้ครูบาอาจารย์ ของขลัง สวมพระ เครื่องราง ถึงจะออกมาทำงานได้" พ.ต.อ.วีระพันธ์ กระดกหนวดบอกถึงสิ่งที่ทำเป็นกิจวัตร
          ก่อนจะถอดเสื้อโชว์พระเครื่องพวงใหญ่ที่สวมอยู่บนคอ ที่มีอยู่เกิน 10 องค์ ทุกองค์ล้วนเป็นพระหายากหลวงปู่ทวด พระพุทธชินราชอินโดจีน หลวงปู่เขียวหลวงปู่สุข หลวงพ่อเงิน พระร่วงสวรรคโลก และสารพัดพระผงพระเหรียญที่นำมาขึ้นคอ
          และไม่ใช่แค่นั้น ที่รอบเอวของผู้กำกับคนดังยังคล้องด้วยตะกรุด ปลัดขิก เบี้ยแก้ ไม่ว่าจะเป็นของหลวงพ่อเดิม หลวงพ่ออี๋ สิงห์ และเสือ สารพัดนานาของขลังราว 20 องค์
          นอกจากนั้นที่แผ่นหลังยังถูกระบายไว้ด้วยรอยหมึกสีดำ ที่บ่งบอกว่ามันคือรอยสักยันต์ต่างๆนานาชนิด รวมทั้งยันต์รูปเสือลงอัขระ ที่เขาเพิ่งได้มาหมาดๆ จากพระรูปหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา
          เครื่องรางของขลัง รวมทั้งคาถาอาคมและพุทธคุณที่อยู่ในสมอง ทำให้ตำรวจหนวดเหล็กรายนี้ เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาตะครุบอาชญากรคดีสำคัญไว้ได้ และทำให้เขาแคล้วคลาดจากลูกตะกั่วยามต้องดวลปืนกับพวกนอกกฎหมาย ตั้งแต่สมัยวัยหนุ่มที่ต้องสวมบทมือปราบแห่งเมืองศรีวิชัย ยุคนั้นเขาได้รับมอบหมายให้เป็นชุดปราบมือปืน และนักเลงเมืองสะตอที่อาละวาดป่วนเมืองใน จ.นครศรีธรรมราช กระนั้นถึงยุคปัจจุบันเขาก็ยังใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มองไม่เห็นในการไขคดีสำคัญ
          "ผมได้วิชามาจากขุนพันธ์ครับ ท่านบอกกับผมเมื่อ 10 ปีก่อน วันที่ผมไปเยี่ยมท่านที่บ้านในจ.นครศรีธรรมราช ท่านบอกว่าให้เอารูปเหยื่อใส่ไว้ในกระเป๋า และพนมมืออธิษฐานบริเวณที่เกิดเหตุรำลึกถึงพุทธคุณ ขอให้ช่วยแล้วคดีนั้นก็จะราบรื่น"พ.ต.อ.วีระพันธ์ พูดถึงขุนพันธ์ หรือ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชอดีตนายตำรวจชื่อดังที่เสียชีวิตไปเมื่อปี 2549
          ย้อนหลังไปเมื่อเดือน ต.ค. 2543 หลังจากเข้าพบกับขุนพันธ์เขาใช้วิชาอาคมตามล่าภัยสังคมเป็นครั้งแรก โดยได้รับคำสั่งจาก พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมืองสมัยนั้นเป็นผู้บังคับการกองปราบปราม ให้ไปช่วยตำรวจท้องที่ อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ คลี่คลายคดีฆ่ายกครัว ครอบครัว "คงสุวรรณ"รวม 5 ศพ คดีเต็มไปด้วยเงื่อนงำ
          สภาพบ้านที่เกิดเหตุกลางสวนยางพารา ไม่มีใครเป็นพยานเพราะเปลี่ยวเวิ้งว้าง ในบ้านยังพบจานข้าวกระจัดกระจาย คราบเลือดกองเป็นหย่อมๆ แม้ศพจะถูกเคลื่อนย้ายไปแล้ว เพราะชาวบ้านกลัวไม่กล้าแม้จะเดินเฉียดเข้าไปใกล้บ้านที่กำลังกลายสภาพเป็นสุสานท่ามกลางเสียงหมาหอนตลอดทั้งคืน
          ศพทุกศพทั้งพ่อแม่ลูกตำรวจท้องที่เล่าว่า ถูกกรอกด้วยน้ำกรดยางพารา และยาพิษ ขณะเดียวกันตำรวจท้องที่กำลังจะปิดสำนวนคดีว่า นายสุภรณ์ คงสุวรรณหัวหน้าครอบครัวเป็นคนวางแผนฆ่าก่อนฆ่าตัวตายตามเพราะพิษเศรษฐกิจ
          แต่ทีมสืบสวนของกองปราบปรามไม่เชื่อว่าหัวหน้าครอบครัวเป็นคนฆ่า เพราะมีปมน่าสงสัยค้างอยู่หลายประเด็น โดยเฉพาะปมเกี่ยวกับที่ดินครอบครัวผู้ตายกำลังมีข้อขัดแย้งอยู่กับลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่ง
          "ผมนึกถึงคำแนะนำเรื่องวิญญาณ และสิ่งลี้ลับจากขุนพันธ์ขึ้นมาทันที เลยเดินไปที่หน้า
          กระจกเห็นว่ามีรูปของนายสุภรณ์เหน็บอยู่ที่ขอบกระจก จึงหยิบรูปมาใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ แล้วยก
          มือพนมนึกถึงบทสวดต่างๆ ก่อนตบกระเป๋าเสื้อแล้วบอกว่า ไอ้แก้วพวกกูมาช่วยมึงแล้ว มาบอกด้วยว่าคนที่ฆ่ามึงเป็นใคร"
          พ.ต.อ.วีระพันธ์ เล่าถึงตอนนี้ขนลุกซู่ตั้งชันขึ้นมาทันที แม้เวลาจะล่วง 10 ปีมาแล้วก็ตาม แม้
          จะเป็นครั้งแรกที่ใช้ไสยศาสตร์เข้าช่วยแต่ก็ได้ผลทันที หลังจากเอารูปคนตายใส่กระเป๋าเสื้อแล้วคดีที่คิดว่ายากเพราะไม่มีพยานกล้าเปิดปากก็ราบรื่นทันที ใช้เวลาไม่ถึงเดือนก็รวบผู้ต้องหาได้ทั้ง 7 คนภายในวันเดียวเท่านั้น
          "ผมคิดว่าวิญญาณของคนตายยังวนเวียนอยู่ตามที่เกิดเหตุต่างๆ และพร้อมที่จะช่วยคลี่คลายคดี เพราะเรามาดีเมื่อเขาถูกทำร้ายเขาก็ต้องช่วยอย่างน้อยที่สุดก็ดลบันดาลให้คดีมันคลี่คลายได้ง่ายขึ้นเหมือนคดีนี้" พ.ต.อ.วีระพันธ์ เชื่อเช่นนั้น
          ไม่ใช่คดีนี้คดีเดียวที่นายตำรวจหนวดงามใช้ไสยศาสตร์มาช่วยคลี่คลาย คดีฆ่าตำรวจทางหลวงริมถนนสายเอเชียในเขตพื้นที่ จ.อ่างทองเมื่อราว 5-6 ปีก่อนก็ใช้ เขาเล่าให้ฟังว่า ใช้วิธีเดียวกัน ขณะไปตรวจที่เกิดเหตุซึ่งเป็นเวลาโพล้เพล้ ขณะที่ตำรวจคนอื่นกำลังหาหลักฐาน เขาได้นำภาพถ่ายของตำรวจที่ถูกคนร้ายฆ่าตายมาใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ ก่อนพนมมือท่องคาถา ปรากฏว่าค่ำคืนวันนั้นมีผีจำนวนมากมาเข้าฝัน แต่ตำรวจคนที่ตายกลับไม่มา
          "มันน่ากลัวมาก อาจเป็นเพราะว่าริมถนนมีคนตายเยอะ ผีจึงต้องการร้องขอความเป็นธรรมหรือขอให้ช่วยเหลือ คืนนั้นทั้งคืนผมนอนไม่ได้เลย พอหลับตามากันเต็มไปหมด เป็นแบบนี้อยู่หลายคืนถึงจะนอนหลับ" พ.ต.อ.วีระพันธ์ เล่าถึงความสยองที่เขาพบหลังจากใช้วิชาลี้ลับ ที่ส่วนใหญ่จะสำเร็จสมหวัง และบางครั้งก็ต้องเจออุปสรรคที่ปนมากับความขวัญผวา
          ในทางตรงกันข้ามการใช้วิชาพวกนี้ ก็ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคดี แต่มักจะใช้ได้ดีกับคนบริสุทธิ์ถูกฆ่าตาย หรือวิญญาณที่มีความโกรธแค้นเท่านั้น ถ้าเป็นศพที่ถูกฆ่าตายโดยไม่รู้ตัวมักจะได้ผล
          พวกนักสืบหน้าใหม่ไม่สนใจ อาจจะเป็นเพราะยุคนี้ส่วนใหญ่ใช้วิธีไฮเทค ตำรวจก็ต้องใช้วิธีไฮเทคจับโจร ไม่ต้องนั่งเฝ้ากันเป็นเดือนเหมือนเมื่อก่อน แค่ตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ของคนร้าย ก็รู้แล้วว่ามันซ่อนอยู่ที่ไหน หรือไม่ก็ตรวจสอบเส้นทางการเงิน การจับโจรสมัยนี้มันก็ง่ายขึ้น วิธีการนอกตำราก็จะหมดไปกับนักสืบรุ่นผม หรือรุ่นพี่ผม ไม่จำเป็นสำหรับนักสืบหน้าใหม่แล้ว" เขากล่าวอย่างหมดหวัง
          จะว่าไปแล้ว การจับผู้ร้ายไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ได้จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือใช้ไสยศาสตร์มาช่วย แต่ขอให้จับคนทำผิดตัวจริงเสียงจริงมาลงโทษ อย่าจับแพะจับแกะก็แล้วกัน !!!
          สารพัดคาถาคงกระพัน
          อะสังวิสุ โลปุสะภุพะ สังวิทาปุกะยะปะ นะโมพุทธายะ มะอะอุ อะระหังืดุม(ใช้ท่องกับพระเครื่องและวัตถุมงคลและนำติดตัวไว้เพื่อป้องกันตัว คุ้มครอง)
          อlคาถาสกัดโจรผู้ร้ายเจโรอัตนะรถา ยิควา ภูมิยัง จักขุมัง ปรมานู ภัควโต อิทธิยา อัตตะโน สิริเร มังสังิภูมจักขะ อวสุสตุ อวะสุสเต สริเว มังสัง โลหัตตัง (ใช้ท่องเพื่อให้ปลอดจากโจรผู้ร้าย)
          คาถาป้องกันตัว ปัญจะมัง สิระสังชาตัง นะกาโร โหติ สัมภะโว พินธุ ทัณฑะ เภทะ อังกุ สิริ นะโมพุทธายะ (ใช้ท่องภาวนาเป่าใส่มือ แล้วตบมือดังๆ จะทำให้ปลอดภัยจากอันตรายไม่ว่าคนหรือสัตว์)
          คาถาหนังเหนียว อะสัมภิโต (ใช้สวดภาวนากับน้ำมันทาถูร่างกายจะทำให้อาการฟกช้ำหายเร็ว หรือสุกิตติมา สุภาจาโร สุสีละวา สุปากะโต อัสสะสิมา วะเจธะโร เกสะ โรวา
          ก่อนออกศึกใดๆ จะทำให้หนังเหนียวไม่บาดเจ็บง่าย)
          คาถาแคล้วคลาด
          อพุทธาอะนุนามะริยาสุขังเขยเย พุทธาอะนินาสุหะลาลิสังเขยเย พุทธาริโยเคมะกุลักขะ
          นกัปปะเก วันทามิเตสุระนะรักกะเมสะเม (ให้ท่อง 3 จบเวลาต้องการให้แคล้วคลาดในสิ่งใดๆ ที่อาจเป็นอันตราย หรือเสี่ยง เช่น ก่อนเดินทางไกลหรือขึ้นเครื่องบิน
          คาถาเมตตามหานิยม ขัมนะเมตตา โมกรุณา พุทธปราณี ธายินดี ยะเอ็นดู นะโมพุทธายะ นะมะอะอุ(ใช้ภาวนาคาถาก่อนออกจากบ้าน จะทำให้คนที่พบเจอมีความรู้สึกที่ดี การติดต่อใดๆก็จะราบรื่นไม่ติดขัดหรือท่องสั้นๆ เมตตา คุณะณัง อะระหัง)
          ผมคิดว่าวิชาพวกนี้จะหมดไปแล้ว พวกนักสืบหน้าใหม่ไม่สนใจ อาจจะเป็นเพราะยุคนี้ส่วนใหญ่ใช้วิธีไฮเทค ตำรวจก็ต้องใช้วิธีไฮเทคจับโจรไม่ต้องนั่งเฝ้ากันเป็นเดือนเหมือนเมื่อก่อน