โพลชี้เหยื่อน้ำท่วมมองรัฐช่วยไม่ทั่วถึง

วันที่ 02 ต.ค. 2554 เวลา 09:08 น.
โพลชี้เหยื่อน้ำท่วมมองรัฐช่วยไม่ทั่วถึง
เอแบคเผยผลสำรวจเหยื่อน้ำท่วมพบส่วนใหญ่ทุกข์หนัก-รัฐยังช่วยไม่ทั่วถึง แฉแกนนำชุมชนได้ของบริจาคดีกว่าชาวบ้านทั่วไป 

นายนพดล กรรณิกา ผอ.ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง เสียงสะท้อนจากคนที่เป็นทุกข์เหยื่อภัยพิบัติน้ำท่วมต่อรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 8 จังหวัดของประเทศที่ประสบภัยน้ำท่วม ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุตรดิตถ์ ชัยนาท ลพบุรี สุพรรณบุรี และปทุมธานี จำนวนทั้งสิ้น 1,083 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 25 ก.ย. – 1 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วม

ผลสำรวจพบว่า  ตัวอย่างประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมทุกปีมีอยู่ร้อยละ16.6 และกลุ่มที่ประสบภัยน้ำท่วมเกือบทุกปีมีอยู่ร้อยละ 18.8 ในขณะที่ประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นบางปีมีอยู่ร้อยละ 44.4 และไม่เคยท่วมแต่เพิ่งจะท่วมปีนี้มีอยู่ร้อยละ 20.2

ที่น่าพิจารณาคือ ตัวอย่างร้อยละ 51.1 ระบุได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือองค์กรต่างๆ แล้ว แต่คาดว่าไม่เพียงพอกว่าน้ำจะลด ในขณะที่เพียงร้อยละ 16.7 ระบุได้รับความช่วยเหลือและคาดว่าเพียงพอถึงน้ำลด แต่ที่น่าเป็นห่วงคือเกือบ 1 ใน 3 หรือร้อยละ 32.2 ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือเลย

เมื่อจำแนกตามที่ตั้งของบ้านในระยะห่างจากถนนหลัก พบแตกต่างกันของการได้รับความช่วยเหลือระหว่างประชาชนที่พักอาศัยติดถนนหลัก กับประชาชนที่มีบ้านห่างไกลจากถนนหลัก โดยพบสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ประชาชนที่มีบ้านติดถนนหลักเพียงร้อยละ 24.8 และคนที่อยู่ห่างไกลจากถนนหลักเพียงร้อยละ 10.7 ได้รับความช่วยเหลือและคาดว่าเพียงพอจนถึงน้ำลด แต่ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือ กลุ่มคนที่มีบ้านห่างไกลจากถนนหลักร้อยละ 54.1 ได้รับความช่วยเหลือแต่คาดว่าไม่เพียงพอกว่าน้ำจะลด และร้อยละ 35.2 ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ ตามลำดับ

เมื่อสอบถามถึงระดับความทุกข์จากภัยพิบัติน้ำท่วม พบว่า เมื่อค่าสูงสุดอยู่ที่10 คะแนน ประชาชนในพื้นที่ภัยพิบัติโดยภาพรวมมีความทุกข์ระดับมากเกือบทุกข์มากที่สุดคืออยู่ที่ 7.99 คะแนน โดยคนที่อยู่ติดถนนหลักก็มีระดับความทุกข์มากคือ 7.04 คะแนน แต่คนที่อยู่ห่างไกลถนนหลักมีความทุกข์สูงถึง 8.59 คะแนน

นอกจากนี้ จากการสัมภาษณ์เจาะลึกพบความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับผู้ประสบภัยน้ำท่วมมีสองประเภทคือ ความทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ โดยทุกข์ทางกายที่จับต้องได้ ได้แก่ มีอาหารและน้ำสะอาดไม่เพียงพอ ขาดยารักษาโรคประจำตัว ปัญหาสุขภาพเจ็บไข้ได้ป่วย ปัญหาการขาดรายได้ ไม่สามารถประกอบอาชีพ ความไม่สะดวกในการเดินทาง ทรัพย์สินสูญหาย ปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และบ้านเรือนสิ่งของเครื่องใช้ชำรุด เป็นต้น และทุกข์ทางจิตใจ ได้แก่ ความเครียด การถูกทอดทิ้ง โดดเดี่ยว ความรู้สึกถูกเลือกปฏิบัติและรู้สึกหมดหวังเคว้งคว้างหลังน้ำลด เป็นต้น

สิ่งที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่ระบุว่าการช่วยเหลือของทางรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐไม่ทั่วถึง กลุ่มเครือญาติและฐานเสียงของนักการเมืองท้องถิ่นแกนนำชุมชนและคนที่อยู่ริมถนนใหญ่ได้รับของบริจาคทั้งจำนวนที่มากกว่าและคุณภาพดีกว่า โดยพวกแกนนำชุมชนจะมีโอกาสคัดเลือกของดีๆ เอาไว้ก่อน และยังมีการเวียนเทียนได้แล้วได้อีก เป็นต้น

เมื่อขอให้ประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติน้ำท่วมประเมินความพอใจต่อการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบว่า เมื่อคะแนนความพอใจเต็ม 10 คะแนน ประชาชนประเมินความพอใจให้เพียง 4.67 คะแนน โดยคนที่อยู่ติดถนนหลักให้ 4.76 คะแนนสูงกว่าคนที่อยู่ห่างไกลถนนหลักที่ให้เพียง 4.52 คะแนน

นายนพดลกล่าวว่า จากข้อมูลที่ค้นพบนี้มีนัยทางสังคมและการเมืองที่น่าพิจารณาคือ ชาวบ้านรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมและการเลือกปฏิบัติของมาตรการช่วยเหลือป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมครั้งนี้

ทั้งนี้รัฐบาลต้องทำให้ชาวบ้านเกิดความวางใจว่าทุกคนจะได้รับการปฏิบัติช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมและทั่วถึง เพราะภัยพิบัติน้ำท่วมจะยังคงเกิดขึ้นอีกในอนาคต เพื่อไม่ให้เป็นชนวนนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกลุ่มประชาชนในพื้นที่ที่แตกต่างกันอีกในอนาคต