รวบหนุ่มแบงก์แสบฉกทรัพย์เพื่อนร่วมงาน

วันที่ 19 ก.ย. 2554 เวลา 08:25 น.
รวบหนุ่มแบงก์แสบฉกทรัพย์เพื่อนร่วมงาน
โดย...วัสยศ งามขำ

คงไม่มีใครเชื่อว่าทรัพย์สินที่เก็บอยู่ในตู้นิรภัยส่วนตัว ในห้องความมั่นคงสูงของธนาคารกลางกรุงจะอันตรธานหายไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ คดีนี้ไม่ใช่แค่จะสร้างความมึนงงให้กับเจ้าหน้าที่ธนาคารและเจ้าของตู้เซฟ ยังทิ้งปริศนาให้โปลิศขมวดคิ้วพร้อมกับตั้งคำถามว่า “หายไปได้ยังไงว่ะ?”

ราว 10 โมงครึ่งของวันที่ 8 ก.ย. ตำรวจ สน.พหลโยธิน ถูกปลุกขึ้นโดย ปุณณดา กมลชัยภัทร อายุ 43 ปี และ วันเพ็ญ รัศมีเพชรโสภณ อายุ 57 ปี หญิงทั้งคู่เป็นพนักงานธนาคารกรุงเทพ สาขารัชดาลาดพร้าว เธอเดินทางมาที่โรงพักแจ้งความทรัพย์สินที่เก็บไว้ในตู้นิรภัยของธนาคารที่เธอทำงานอยู่หายไปอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่ตู้ก็ไม่มีร่องรอยของการถูกงัดแงะ และธนาคารก็ไม่ได้ถูกโจรกรรมด้วยวิธีพิสดารเหมือนในหนังฮอลลีวูด

ทันทีที่ทราบเรื่อง พ.ต.อ.ชาตรี กาญจนกันติ ผกก.สน.พหลโยธิน ก็จัดทัพตำรวจเข้าไปตรวจสอบเรื่องราวทันที นั่นทำให้ พ.ต.ท.สุรจิตร เปลี่ยนประเสริฐ สารวัตรสืบสวน สน.พหลโยธิน ถูกวางตัวให้เป็นหัวหอกของคดีนี้

สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนั้นคือ การกันพนักงานส่วนหนึ่งไว้สอบปากคำ และเรียกให้ผู้เสียหายที่อาจจะมีมากกว่านี้มาตรวจสอบ เพื่อจะได้ดูว่ามีใครอีกบ้างนอกเหนือจากหญิงทั้งสองคนที่เป็นเหยื่อ และก็เป็นเช่นนั้น เมื่อ สุวิชาญ แสงแก้ว พนักงานฝ่ายต่างประเทศของธนาคารเดียวกันวัย 25 ปี ได้อันตรธานหายไปด้วย

สำหรับทรัพย์สินที่หายไปของ ปุณณดา ราว 2 ล้านบาท วันเพ็ญ 20 ล้านบาท และของสุวิชาญหายไปเกือบ 20 ล้านบาทเช่นเดียวกัน

เมื่อทราบถึงจำนวนทรัพย์สินที่หายไปว่ามีมากโขดุจขุมทรัพย์ การทำงานของฝ่ายสืบสวนท้องที่จึงถูกสนับสนุนด้วยกำลังของกองกำกับการสืบสวนสอบสวนนครบาล 2 (กก.สส.บก.น.2) ภายใต้การนำทีมของ พ.ต.อ.สันติ ชัยนิรมัย ผกก.กก.สส.บก.น.2 ชุดสืบสวนร่วมระหว่างโรงพักพหลโยธิน กับสืบสวนนครบาล 2 จึงเริ่มเปิดฉากขึ้นทันที เบื้องต้นชุดสืบสวนพุ่งเป้าสงสัยไปที่พนักงานธนาคารหนึ่งในนั้นเป็นโจร

ไม่นานนักคดีที่ตำรวจมองว่าน่าจะแกะรอยยากเป็นหิน ก็พอจะมีแสงส่องให้เห็นทิศเห็นทาง หลังจากสารวัตรสุรจิตรตรวจสอบพบแล้วว่า ทรัพย์สินที่หายไปน่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะจากการสอบปากคำและหาข้อมูลจากคนรอบข้างพบว่า วันเพ็ญ สามีเธอเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งของธนาคารเดียวกันเพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน ทรัพย์สินที่เธอเก็บไว้ในตู้นิรภัยเป็นของที่เธอกับสามีเก็บไว้ พิสูจน์ได้ถึงที่มาที่ไปของทรัพย์สินสรุปได้ว่าเธอรวยจริง

เมื่อเป็นเช่นนี้ การสืบสวนในสเต็ปที่ 2 จึงเริ่มขึ้นทันที ตำรวจตัดสินใจที่จะใช้ “วิธีโบราณ” ในการสืบสวนโดยไม่ต้องรอผลการพิสูจน์หลักฐาน ภายในคืนเดียวกันนั้นเอง ปุณณดา ก็ถูกตรวจสอบเช่นเดียวกันถึงที่มาที่ไปของทรัพย์สิน และก็พบว่าทรัพย์สินนั้นสามารถยืนยันได้ และพบว่าทรัพย์ที่หายไปส่วนใหญ่นั้นเป็นของพี่เขยและพี่สาวที่เอามาฝากไว้

เมื่อผลตรวจสอบของทั้งสองคนผ่านฉลุย และชี้แจงทรัพย์สินได้จริง หนุ่มวัย 25 ปี เจ้าของทรัพย์คนสุดท้ายจึงถูกนำมาถอดเปลือกเป็นรายต่อไป คราวนี้จมูกของนักสืบทั้งสามคนก็ได้กลิ่นของนักโจรกรรมลอยมาปะทะจมูกเข้าอย่างจัง การสอบปากคำ สุวิชาญ พบพิรุธ โดยเฉพาะเรื่องที่มาของทรัพย์สิน เขาอ้างเพียงว่าแม่เขารวย จึงสามารถซื้อรถเบนซ์สปอร์ตป้ายแดงได้ในราคา 4.3 ล้านบาท และจ่ายด้วยเงินสด ทั้งที่เข้าได้เงินเดือนเพียง 1.5 หมื่นบาท

นอกจากนี้ เฟอร์นิเจอร์ในตัวยังถูกประดับประดาไปด้วยของมีค่า และเสื้อผ้าเครื่องใช้แบรนด์เนม อาทิ กระเป๋าหลุยส์ วิตตอง ใบละ 5 หมื่นบาท เข็มขัดเส้นละ 2 หมื่นบาท และโทรศัพท์ไอโฟน 4

การคาดคั้นยังคงดำเนินต่อ เนื่องประกอบกับการติดต่อไปยัง สภ.เถิน จ.ลำปาง บ้านเกิดของหนุ่มแบงก์ที่เพิ่งทำงานมาได้เพียง 2 ปีเศษรายนี้ เพื่อตรวจสอบดูว่าแม่ของเขามีฐานะทางการเงินที่ดีจริงตามคำกล่าวอ้างหรือไม่

เมื่อหลักฐานบ่งชี้เข้าขั้นจับได้ว่า สุวิชาญ ปั้นน้ำเป็นตัว เมื่อค้นกระเป๋าก็พบหลักฐาน “ตั๋วขายทองคำ” ของร้านทองแห่งหนึ่ง ซึ่งเมื่อตรวจสอบก็พบว่ารูปพรรณทองที่ขายไปนั้นมันเป็นของ 1 ใน 2 ของหญิงที่เป็นเหยื่อมือฉกทรัพย์ เท่านั้นก็จบเห่ ในที่สุดหนุ่มแบงก์ก็สารภาพว่าเขาคือโจร

หนุ่มรายนี้สารภาพว่าเคยฝึกงานกับ วันเพ็ญ จนรู้ว่าเธอเก็บกุญแจตู้นิรภัยไว้ในลิ้นชัก เลยวางแผนเช่าตู้นิรภัยเพื่อจะได้เข้าห้องดังกล่าวได้ จากนั้นจึงขโมยกุญแจของวันเพ็ญไปทยอยขนทรัพย์สินออกมา

ส่วนของ ปุณณดา นั้นถือได้ว่าเป็นเพื่อนกินข้าวกลุ่มเดียวกันกับ สุวิชาญ เขาจึงอาศัยจังหวะเผลอล้วงกระเป๋าสะพายเอากุญแจไปไขเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ตำรวจสามารถตามยึดทรัพย์สินกลับมาได้รวม 108 รายการ ซึ่งซ่อนอยู่ในห้องพักย่านลาดพร้าว